วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ก่อนจะถึง cluster : การแข่งขันและความร่วมมือ - ภาค ๑ การแข่งขัน

เรามักจะมองผู้ประกอบการร้านขายยาด้วยกันว่าเป็นคู่แข่ง และสมควรจะถูกกำจัดออกไป ยิ่งตั้งร้านอยู่ใกล้เราเพียงใด ความต้องการกำจัดออกไปจากธุรกิจก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น


จริงหรือเปล่า ที่ร้านขายยาด้วยกันเป็นภัยคุกคามต่อร้านของคุณขนาดนั้น ?

เราต้องการกำจัดร้านคู่แข่งออกไปจากตลาดเพราะอะไร ?

เหตุผลหลักคงจะหนีไม่พ้นเรื่องการแข่งขัน ซึ่งทำให้กำไรลดลง เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีว่า การแข่งขัน แม้เป็นผลประโยชน์ของผู้บริโภค แต่เป็นหายนะของกำไรขงผู้ประกอบการ การแข่งขันยิ่งรุนแรง กำไรยิ่งหดหาย

แต่ในความเป็นจริง กำไรที่หดหายไป มิได้เพียงแต่มาจากการแข่งขันระหว่างกันเท่านั้น ยังมาจากสาเหตุอื่นๆได้อีก เป็นต้นว่า



สินค้าที่ทดแทนกันได้ เช่น การบริการของโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค ดึงลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคาซึ่งมีจำนวนมาก ที่เคยอาศัยร้านขายยาเป็นที่พึ่งหลัก ให้หายไปจากร้านขายยา ความสะดวกสบายของโรงพยาบาลเอกชน ดึงดูดลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งขยาดการรอรับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐให้ไปใช้บริการ ยังไม่นับรวมถึงสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพอื่นๆที่ผุดขึ้นสะพรั่งราวกับดอกไม้ในหน้าฝน ซึ่งสามารถดึงดูดผู้รักสุขภาพให้ไปใช้บริการจำนวนมาก

คู่แข่งรายใหม่ ที่ร้านขายยากำลังหวั่นเกรง ก็คือร้านเครือข่ายที่ดำเนินการโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งทุนในประเทศ และทุนข้ามชาติ ซึ่งเราก็รู้กันอยู่ว่ามีพลังมากเกินกว่าที่ร้านขายยาเดี่ยวๆอย่างพวกเราจะต้านไหว หากร้านขายยาเดิมที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศอยู่ในปัจจุบัน มีอันต้องออกไปจากตลาด นั่นคืออุปทานหายไปจากตลาดจำนวนมหาศาล ในขณะที่ความต้องการหรืออุปสงค์(Demand)ยังมีอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือช่องว่าง และโอกาสทางการตลาดขนาดมหึมา ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่แสวงหา

เปรียบได้กับคนตัวใหญ่กินจุ ต้องการอาหารที่มากกว่าเศษเนื้อข้างเขียงเพียงเล็กน้อย เมื่อจู่ๆก็มีคนสละสิทธิ์วางเนื้อก้อนใหญ่ไว้ ย่อมมีคนจำนวนมากมาแย่งชิงเนื้อชิ้นนี้ แต่คนที่มีกำลังมากที่สุดเท่านั้นที่จะคว้าเนื้อชิ้นนี้ไป และคนที่ว่านั้น ไม่ใช่พวกเราแน่ๆ

เมื่อคุณกำจัดร้านคู่แข่งที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านคุณออกไปจนหมด นั่นหมายถึงว่าละแวกบ้านคุณจะมีการแข่งขันต่ำ และเป็นธรรมดาที่ใครๆย่อมต้องการเปิดร้านในทำเลที่การแข่งขันต่ำเช่นนี้ ไม่ว่ารายเล็ก รายใหญ่ หรือแม้กระทั่งรายยักษ์

การเข้าสู่ธุรกิจของคู่แข่งขันยักษ์ใหญ่ ที่พรั่งพร้อมด้วยทุน ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถในการจัดการจึงเป็นภัยคุกคามต่อร้านขายยาที่มีอยู่ มากยิ่งกว่าการแข่งขันระหว่างร้านขายยาด้วยกันที่มีศักยภาพสูงต่ำกว่ากันไม่มาก เพราะยักษ์เหล่านี้ มีความสามารถถึงขั้นกวาดเอาผู้ประกอบการรายเดิมให้ออกจากตลาดได้ เหมือนกับสึนามิกวาดเอาทุกสรรพสิ่งให้ออกไปจากชายหาด ในช่วงเวลาเพียงพริบตา

ปัจจัยอื่นที่ผลต่อการลดลงของกำไรก็คือ อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ เพราะทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถกำหนดราคา หรือลดสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับลง ตามที่ผู้ประกอบการต้องการโดยง่าย

หากร้านคุณมีลูกค้ารายนึงที่มียอดสั่งซื้อเป็นห้าสิบเปอร์เซนต์ของยอดขายทั้งหมด คุณย่อมต้องเอาใจลูกค้ารายนี้เป็นพิเศษ ทั้งราคา และเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า คุณไม่สามารถจะทำกำไรจากลูกค้ารายนี้มากเท่ากับรายย่อยอื่นๆ เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ของกำไรต่อยอดขาย

เช่นเดียวกันกับอำนาจต่อรองของผู้ขายสินค้าให้คุณ จะกำหนดราคาต้นทุนของคุณ หากคุณเป็นลูกค้ารายย่อยรายหนึ่ง ในหนึ่งพันรายของผู้ขาย คุณก็จะได้เงื่อนไขแบบธรรมดาๆที่สุด เพราะผู้ขายสินค้าให้คุณไม่มีเหตุอะไรที่จะปฏิบัติต่อคุณให้เหนือกว่าลูกค้ารายอื่นอีกเก้าร้อยเก้าสิบเก้าราย

อำนาจต่อรองของผู้ประกอบการ เมื่อเทียบกับลูกค้า และผู้ขายยาและสินค้าอื่นเข้าสู่กระบวนการเพิ่มคุณค่าของร้าน เป็นสิ่งกำหนดช่วงกว้างของกำไร หากอำนาจต่อรองของลูกค้ามีมาก ราคาขายก็ไม่สามารถตั้งไว้สูง หากอำนาจต่อรองของผู้ขายสินค้าให้คุณมีมาก คุณก็ได้สินค้ามาในราคาสูง ซึ่งทั้งสองด้าน จะบีบกำไรของคุณให้เหลือเพียงช่องแคบๆ เป็นเปอร์เซนต์ต่ำๆ

ดังนี้ จะเห็นได้ว่า กำไรของคุณที่ลดลง ไม่ได้มาจากผู้ที่ประกอบกิจการเดียวกับคุณเท่านั้น แต่ยังมาได้จากอีกหลายๆด้าน ซึ่งในบางด้าน ยังมีความอันตรายมากกว่าคู่แข่งที่เห็นๆตัวกันเสียอีก

ตรงกันข้าม คู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน กลับจะสามารถเกื้อหนุนกันได้ในบางด้านด้วยซ้ำ

ผมเคยทำงานในบริษัทผู้นำเข้าพริ้นเตอร์รายใหญ่ ทุกๆวันจะมีลูกค้าจากห้างพันธุ์ทิพย์สั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงแค่รายเดียว แต่มีเป็นสิบๆราย แต่ละรายขายสินค้าของเราเหมือนกัน จึงหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเองไม่พ้น แต่ลูกค้าของเราที่เปิดร้านค้าบนพันธุ์ทิพย์ กลับมียอดซื้อที่สูงกว่าลูกค้าที่ตั้งร้านอยู่โดดเดี่ยว

ทั้งนี้ก็เพราะ ผู้บริโภคทั่วไปรู้กันดีว่า หากจะซื้อสินค้าไอทีให้ไปพันธุ์ทิพย์ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าไอทีให้เลือกอย่างจุใจ ความเป็นคู่แข่งขันกันเมื่อมาอยู่รวมกัน กลับกลายเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกันเสียอีก

เรื่องนี้บอกกับเราได้ว่า ในการแข่งขันก็สามารถได้รับประโยชน์จากความร่วมมือกัน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจเดียวกันอาจมีมิติอื่นนอกเหนือจากการแข่งขัน

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การเพิ่มคุณค่า : กุญแจแห่งการทำกำไร



ธุรกิจ คือชุดของกิจกรรมที่กระทำเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุดิบ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นในสายตาของลูกค้า และป็นผลผลิตที่ลูกค้ามีความต้องการ เพื่อที่ผู้ประกอบธุรกิจนั้นจะได้รับผลกำไรจากมูลค่าผลผลิตที่สูงขึ้นกว่า มูลค่าของวัตถุดิบนำเข้าบวกกับต้นทุนของกระบวนการผลิต

ปริมาณกำไรที่แต่ละธุรกิจจะได้รับ จึงมาจากคุณค่าที่กิจการทำการเพิ่มให้แก่วัตถุดิบที่นำเข้าสู่กระบวนการผลิตของธุรกิจนั้นๆ และต้องเป็นคุณค่าในสายตาของลูกค้าด้วย

เช่น นำไม้เข้าสู่กระบวนการผลิต ใส่ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ ใส่ฝีมือในการแปรรูปไม้นั้นให้ได้ตามแบบที่สร้างไว้ ผลผลิตที่ได้เป็นเฟอร์นิเจอร์

ในกรณีของร้านขายยา วัตถุดิบนำเข้าคือยาสารพัดชนิดจากหลากหลายบริษัท ส่วนกระบวนการผลิตของร้านขายยาก็คือบริการ ตั้งแต่การนำร้านไปฝังตัวในชุมชน เพื่อกระจายสินค้าให้ชุนชนนั้น การจัดเรียงสินค้าให้เลือกหยิบได้ง่าย ไปจนถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพและการใช้ยา

ส่วนผลผลิตของร้านขายยานั้น หากมองจากสิ่งของในถุงที่ลูกค้าหิ้วออกไปจากร้าน ก็คือยานั่นเอง ซึ่งในแง่นี้ วัตถุดิบนำเข้าก็คือยา ผลผลิตที่ได้ก็คือยา ก็แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย หรืออาจพูดได้ว่า ร้านขายยาไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มใดๆเลย เป็นเช่นนั้นจริงหรือ ? หากเป็นเช่นนั้น กำไรที่ร้านขายยาได้รับก็จะมีปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น

ดิสนีย์แลนต์ ให้คำจำกัดความผลิตภัณฑ์ของตนเองว่า To make people happy - ทำให้คนมีความสุข ไม่ใช่การขายบริการเครื่องเล่นสารพัดชนิด หรือการขายของที่ระลึก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความสุขให้แก่ผู้คนที่มาเที่ยวเท่านั้น

การมองเช่นนี้ เป็นการมองจากคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ ทำให้ดิสนีย์สามารถขยายขอบเขตของกิจกรรมออกไปได้กว้าง ตราบเท่าที่กิจกรรมเหล่านั้นจะสามารถสร้างสุขให้กับผู้คนได้

ร้านขายยาก็เช่นกัน หากมองจากคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ ก็คือสุขภาพที่ดี ยาหรืออาหารเสริม หรือสิ่งอื่นๆ เป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยสร้างสุขภาพที่ดีให้ลูกค้าเท่านั้น การมองเช่นนี้ ทำให้เราสามารถขยายขอบเขตวัตถุดิบนำเข้าของร้านออกไปได้กว้าง ตราบเท่าที่ยังสามารถสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ลูกค้าได้ ซึ่งก็คือความหลากหลายของสินค้าในร้าน

สิ่งที่ต้องปรับให้สอดคล้องกันก็คือ กระบวนการผลิต หรือกระบวนการเพิ่มคุณค่าของร้าน จะต้องสามารถแปรวัตถุดิบนำเข้า (input) นั้นให้เป็นสุขภาพที่ดีแก่ลูกค้าให้ได้

ยาอายุวัฒนะของจิ๋นซีฮ่องเต้ หากจะมีจริงและตกทอดมาถึงร้านของคุณ ถ้าถูกซุกอยู่ในมุมมืดของชั้นวาง ในบรรจุภัณฑ์ขมุกขมอม ไม่มีฉลากบอกว่ามันคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง มันก็ไม่ต่างอะไรกับอุจจาระตุ๊กแกที่อยู่บนชั้นวางสินค้า ตรงกันข้าม อุจจาระแมลงสาบ หากบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ดูดี มีฉลากบ่งบอกถึงสรรพคุณวิธีใช้ มีหลักฐานแห่งความสะอาดผ่านการฆ่าเชื้อ กลับจะเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากกว่ายาอายุวัฒนะเสียอีก

นี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุดิบนำเข้า เป็นศิลปะที่ทำให้ของดาดๆ ที่ร้านไหนใครๆก็มีได้ แต่ลูกค้าเจาะจงมาหาร้านใดร้านหนึ่งเป็นพิเศษ

ผมชอบกินก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ซึ่งวัตถุดิบก็รู้ๆกันอยู่ว่า มีเพียงเส้นก๋วยเตี๋ยว, เนื้อไก่, ไข่, น้ำมัน, น้ำมันหอย, ซีอิ๊ว เครื่องปรุงอีกนิดหน่อย ไม่มีอะไรพิเศษเลอเลิศ ใครๆก็หาได้ แต่เมื่อผ่านกระบวนการเพิ่มคุณค่าของร้าน คือการผัด ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะ ทำให้ได้ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ย่านสวนมะลิ หอมอร่อยกว่าที่อื่นๆ

วัตถุดิบนำเข้าเหมือนกัน แต่เมื่อผ่านวิธีการเพิ่มคุณค่าที่ต่างกัน ทำให้ได้ผลผลิตที่ต่างกันด้วย

อยู่ที่คุณแล้วล่ะ ว่าจะมีวิธีปรุงพาราเซ็ตตามอล และสินค้าเพื่อสุขภาพอื่นๆที่มีทั่วไป ให้ออกมาเป็นสุขภาพที่ดีของลูกค้าได้อย่างไร มันเกี่ยวข้องกับศาสตร์ทั้งหลาย เช่น การตลาด, การบริหาร และเกี่ยวข้องกับศิลป์ ด้วย คือต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

แตกต่างอย่างได้เปรียบ

เราได้รู้จัก Value Chain หรือ”ห่วงโซ่คุณค่า”มาแล้ว


คุณควรทำความเข้าใจว่า ธุรกิจของคุณอยู่บนห่วงโซ่ธุรกิจใด ? อยู่ส่วนใดของห่วงโซ่ ? ทำหน้าที่อะไร ? เพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างไร ?

การนิยามธุรกิจของตัวคุณเอง จะเป็นตัวบอกว่า คุณกำลังเกี่ยวข้องกับโซ่ธุรกิจกี่เส้น เส้นหนาน่ากิน หรือเส้นบางเฉียบราวกับเส้นหมี่

ชาวสวนยางอาจนิยามตัวเองแบบกว้างๆว่า อยู่ในธุรกิจยาง หรืออาจจะจำกัดให้แคบเข้าว่า เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ จากการส่งวัตถุดิบให้ผลิตถุงมือยาง พร้อมๆกับการที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะน้ำยางก็สามารถนำไปผลิตเป็นยางรถยนต์ได้

ไม่มีคำตอบแน่นอนว่า แบบไหนถูก แบบไหนผิด แต่การมองหลายๆแบบ เป็นการทำให้คุณเข้าใจธุรกิจของคุณมากขึ้น และจะนำไปสู่การนิยามธุรกิจของคุณได้เหมาะกับตัวคุณเอง

ร้านขายยา เป็นธุรกิจปลายน้ำ อยู่ในชุมชน ทำหน้าที่กระจายสินค้าไปสู่คนในชุมชนแบบเดียวกับที่ร้านค้าปลีกโดยทั่วไปกระทำ ความแตกต่างอยู่ที่ สินค้าที่ร้านขายยาทำหน้าที่กระจายออกไปนั้น เป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ ลูกค้าต้องการคำแนะนำในการใช้จากผู้ขาย ความน่าเชื่อถือของผู้ขายจึงมีความสำคัญสำหรับธุรกิจนี้

คุณอาจนิยามธุรกิจของคุณว่า เป็นธุรกิจค้าปลีกก็ได้ เป็นร้านขายยาก็ได้ หรือจะเป็นค้าปลีกเกี่ยวกับสุขภาพก็ไม่ผิดแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การนิยามธุรกิจของร้านคุณ จะมีผลต่อแนวทางการประกอบการ หากคุณนิยามตัวเองว่าเป็นร้านขายยา มันก็คงจะยากที่คุณจะนำหมอนมาขายในร้านของคุณ แต่ถ้าคุณนิยามธุรกิจของร้านคุณว่า จำหน่ายปลีกสินค้าเพื่อสุขภาพ หมอนและปลอกหมอนเพื่อสุขภาพ ก็อาจเข้ามาเป็นหนึ่งในสินค้าบนชั้นวางของคุณได้

เมื่อคุณสามารถมองภาพใหญ่ได้ชัดเจนแล้วว่า ธุรกิจของเราเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่แห่งคุณค่าของธุรกิจอะไรบ้าง ? อยู่ส่วนไหนของห่วงโซ่ ? เราก็จะมาชำแหละตัวธุรกิจของเรา

ในการสร้างความแตกต่าง คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเพียงแค่สินค้า หรือบริการที่แตกต่าง นั่นก็คือการสร้างความแตกต่างที่สินค้าและบริการเท่านั้น ในความเป็นจริง เราสามารถสร้างความแตกต่างได้จากทุกกิจกรรมที่ร้านนั้นๆทำ

ธุรกิจของคุณ ความจริงมันก็คือชุดของกิจกรรมต่างๆที่ร้านของคุณทำ ตั้งแต่เปิดประตูร้าน ทำความสะอาด จัดเรียงสินค้า ขาย เก็บเงิน จ่ายเงิน ฯลฯ เรื่อยไปจนกระทั่งปิดร้าน กิจกรรมสารพัดเหล่านี้มาร้อยเรียงประกอบกันเป็นธุรกิจของคุณเอง

เริ่มที่การไล่เรียงออกมาว่า กิจกรรมที่ว่านั้นที่สำคัญๆ ในร้านคุณทำอะไรบ้าง อาจปรากฎดังรายการข้างล่างนี้ เช่น

• การหาสินค้า

• การสั่งซื้อสินค้า

• การเก็บสินค้าเข้าสต๊อค

• การจัดเรียงสินค้า

• การจัดการหน้าร้าน

• การแนะนำสินค้า

• การส่งมอบสินค้า

• การรับเงินค่าสินค้า

และบางร้านอาจมีกิจกรรมเพิ่มเติมดังเช่น

• การพัฒนาบุคลากร

• การจัดการเครื่องมือเครื่องใช้ของร้าน

• การวิเคราะห์ตัวเลขทางบัญชี

• การจัดการเกี่ยวกับอนาคตของร้าน

กิจกรรมต่างที่ร้านคุณทำนั้น หากเรานำมาจัดแบ่งอีกแบบหนึ่ง อาจแบ่งได้เป็นกิจกรรมที่มีผลต่อการสร้างยอดขายโดยตรง และกิจกรรมสนับสนุนการสร้างยอดขาย

กิจกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างยอดขายก็เช่น การสั่งซื้อ การเก็บสินค้าเข้าสต๊อค การจัดเรียงสินค้า การแนะนำสินค้า การส่งมอบสินค้า การเก็บเงิน กิจกรรมเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนสินค้าที่คุณมี ไปเป็นยอดขายโดยตรง เราเรียกกิจกรรมเหล่านี้ได้ว่า กิจกรรมหลักของธุรกิจคุณ

ส่วนกิจกรรมสำคัญอื่นๆ (ตัดกิจกรรมประเภท เปิดประตูร้านหรือปัดกวาดเช็ดถูออกไปก่อน นอกจากว่า คุณจะได้ความคิดในการใช้กิจกรรมเหล่านี้มาเป็นจุดเด่นของร้านคุณ) เช่น การพัฒนาบุคคลากรในร้าน การจัดหาอุปกรณ์เครื่องใช้ การพัฒนาส่วนงานต่างๆในร้าน จัดเป็นกิจกรรมสนับสนุน กิจกรรมกลุ่มนี้ ไม่ได้สร้างยอดขายให้ร้านคุณโดยตรง หากแต่เป็นกิจกรรมที่ทำให้กิจกรรมหลักสามารถดำเนินต่อไปได้

ในที่นี้ผมจะขอตั้งข้อสังเกตดังนี้

1. ร้านขายยาส่วนใหญ่มีการทำกิจกรรมกลุ่มที่เป็นกิจกรรมหลักอยู่แล้ว แต่ระดับของคุณภาพ และแนวทางในการทำกิจกรรมหลักแต่ละอย่างมีความแตกต่างกัน

ธุรกิจส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญในการสร้างความแตกต่างที่กิจกรรมหลักที่ธุรกิจนั้นๆทำ เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นกิจกรรมที่ทำหน้าที่ถ่ายเทเงินออกจากกระเป๋าลูกค้า ร้านที่เป็นเภสัชกร อาจเน้นความเป็นวิชาชีพด้วยการให้คำแนะนำอย่างดี ร้านอื่นอาจเน้นที่การตบแต่งภายในร้านให้สบายตา หาสินค้าได้ง่าย บางร้านอาจเน้นที่การตั้งร้านในแหล่งชุมนุมชน หรือมีบริการส่งสินค้า แต่ก็มีอีกหลายๆร้านที่ไม่ได้เน้นอะไรเลย

2. ในกลุ่มกิจกรรมสนับสนุน ร้านขายยาไม่ค่อยให้ความสนใจกับกิจกรรมกลุ่มนี้

เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดเล็กโดยทั่วไปที่มีทรัพยากรน้อย ร้านขายยาจึงเลือกให้ความสำคัญกับกิจกรรมหลักที่เห็นได้ชัดถึงความสำคัญ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมสนับสนุนนี้ มีหน้าที่ทำให้กิจกรรมหลักดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

หากคุณไม่สนใจงานเกี่ยวกับบุคคลากรในร้านของคุณ พ้นจากเวลาการคัดเลือกและจ้างพนักงานแล้ว คุณก็ตั้งหน้าตั้งตาใช้งาน ไม่สนใจพัฒนาความรู้ให้เขา นานวันไป สิ่งที่เขารู้ก็จะเก่า และล้าสมัยในที่สุด มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเสนอขายสินค้าที่หมดอายุให้กับลูกค้า เพียงแต่ว่า ไม่ได้ปั๊มวันหมดอายุให้เห็นอย่างเด่นชัดเท่านั้น หรือการปล่อยให้พนักงานล้า หรือหมดแรงจูงใจในการทำงาน คุณก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากพนักงานของคุณอย่างเต็มที่ หรือในกรณีร้ายกว่านั้นก็คือ เขาอาจจะไปจากร้านของคุณ

งานเกี่ยวกับการพัฒนา เป็นงานเกี่ยวกับการเตรียมตัวไว้รับวันพรุ่งนี้ เกี่ยวข้องกับการมองด้านกว้างของธุรกิจ เช่นการมองแนวโน้มอุตสาหกรรมนี้ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ของร้านคุณ หรืออาจเป็นเรื่องที่แคบกว่า เช่นการพัฒนาระบบงานหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในร้านของคุณ เช่น นำคอมพิวเตอร์เพื่อให้ลูกค้าใช้สำหรับหาข้อมูลสินค้าในร้าน เพื่อช่วยในการแนะนำสินค้าแทนตัวคุณ หรือการใช้ Ipad ที่ใส่ข้อมูลไว้พร้อม ประกอบคำอธิบายในการแนะนำยา ก็ช่วยทำให้ร้านของคุณดูเป็นมืออาชีพมากกว่าการพูดปากเปล่าร่วมกับการชี้มือชี้ไม้ เป็นต้น

ถึงตรงนี้ คุณคงจะเห็นแล้วว่า คุณสามารถสร้างความแตกต่างให้กับร้านของคุณด้วยกิจกรรมสนับสนุนได้ เช่นเดียวกับการสร้างความแตกต่างที่กิจกรรม

หากเปรียบกับรถ หน้าที่หลักของรถคือ การพาผู้โดยสารไปถึงจุดหมาย ดังนั้น ส่วนประกอบสำคัญที่แข่งขันกันระหว่างผู้ผลิตรถก็ควรจะเป็นชุดส่งกำลังที่ทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ ในขณะที่ความสะดวกสบายเป็นส่วนประกอบรองๆลงไป แต่ปัจจุบันกลับเป็นประเด็นในการแข่งขันด้วยถึงความหรูหรา สบายของห้องโดยสาร

ฉันใดก็ฉันนั้น ธุรกิจก็ไม่ได้แข่งกันเพียงแค่กิจกรรมหลัก แต่กิจกรรมรองก็สามารถนำมาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเช่นกัน

คราวหน้า เราจะมาลองพิจารณาดูว่า เราจะสามารถสร้างความแตกต่างจากกิจกรรมที่เราทำ ได้อย่างไรบ้าง

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

การปรับศักยภาพของร้านขายยา

เราคุยกันมาตั้งแต่เรื่องงานสามอย่างของธุรกิจที่หมุนเวียนกันมาประทุ เพื่อให้เราแก้ไข คือ


๑) ศักยภาพของรูปแบบธุรกิจ,
๒) ทุนหมุนเวียนที่เพียงพอ และ
๓) รูปแบบการบริหารที่เหมาะสม

ตราบเท่าที่เรายังดำเนินธุรกิจอยู่ เราก็ต้องคอยจัดการแก้ปัญหากับเรื่องทั้งสามนี้ ซึ่งปัญหาของร้านขายยาส่วนใหญ่ที่เปิดมาเป็นเวลามากกว่ายี่สิบปี มักจะเป็นเรื่องของรูปแบบธุรกิจที่ไม่มีศักยภาพ

มาจนถึงโมเดลการวิเคราะห์ศักยภาพธุรกิจ จากทฤษฎีธุรกิจ ซึ่งมีในทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรืออาจจะเป็นเพียงแค่แนวความคิดในหัวก็ตาม ซึ่งจะประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ๆ คือ

๑) สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆของธุรกิจของคุณ,
๒) ภารกิจที่วางไว้ และ
๓) ความสามารถหลักที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุภารกิจนั้น

หากว่า ทั้งสามส่วนนี้มันไม่สอดคล้องกัน และไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแวดล้อม ก็เป็นไปได้ว่า ทฤษฎีธุรกิจชุดที่คุณใช้อยู่นั้น อาจจะหมดอายุการใช้งานแล้ว ซึ่งก็ถึงเวลาแล้วที่คุณจะมองหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆมาใช้กับธุรกิจของคุณ หากว่าคุณยังต้องการอยู่ในโลกธุรกิจต่อไป

คราวนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องของการทำให้ธุรกิจของคุณมีศักยภาพมากขึ้น

ในทางธุรกิจ เราถูกจ้าง (หรือลูกค้าจ่ายให้เรา) เพื่อให้เราเพิ่มมูลค่า ให้กับวัตถุดิบนำเข้า (หรือ input นั่นเอง ซึ่งก็หมายความรวมถึงสิ่งที่จับต้องได้เช่น ก้อนแร่เหล็ก เอามาทำเป็นตัวถังรถ หรืออาจจะหมายถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างบริการก็ได้ เช่นสมัยนึงที่โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย มีคนนำบริการโทรศัพท์มือถือ มาให้เช่าใช้โทรจากสถานที่ที่ไม่มีระบบโทรศัพท์พื้นฐานอื่นให้บริการ บริการของระบบโทรศัพท์มือถือ เป็นวัตถุดิบนำเข้า (input) การนำมาให้เช่าใช้บริการต่อในสถานที่ขาดแคลนระบบโทรศัพท์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบริการเดิม) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เป็นที่ต้องการของลูกค้า ปริมาณเงินที่เราจะได้ มาจากคุณค่าเพิ่มที่เราใส่ลงไปให้กับวัตถุดิบนำเข้า (ซึ่งคุณค่าเพิ่มนี้ ต้องเป็นคุณค่าในสายตาของลูกค้า ไม่ใช่ปริมาณเงินลงทุนที่เราเทให้กับธุรกิจ) หรือถ้าจะเขียนเป็นสมการของกำไรได้ว่า

กำไร = มูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ในสายตาของลูกค้า – ต้นทุนของเราเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภันั้น

ยกตัวอย่างเช่น ชาวสวนยางกรีดยางได้น้ำยางไปขาย ผู้รับซื้อน้ำยางดิบ นำน้ำยางนั้นมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน ขายต่อให้กับผู้ส่งออกที่ทำหน้าที่รวบรวมปริมาณยางให้ได้ตามที่ผู้ซื้อในต่างประเทศต้องการ ภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้และทำกระบวนการเกี่ยวกับเอกสารส่งออก เพื่อขายต่อให้กับผู้ผลิตยางรถยนต์ที่ต้องวิจัยและพัฒนาให้ได้ยางรถยนต์ที่เหมาะกับรถยนต์ในแบบและรุ่นที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการ

จากผืนดินว่างเปล่า เกิดเป็นต้นยางพารา จนกระทั่งเป็นยางรถยนต์ ได้ผ่านกระบวนการเพิ่มคุณค่าของผู้ประกอบการลักษณะต่างๆมาเป็นเส้นทาง เราอาจเรียกเส้นทางเดินของการเพิ่มคุณค่าเช่นนี้ได้ว่า ห่วงโซ่แห่งคุณค่า Value Chain

ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการแต่ละทอดจะได้รับนั้น มาจากการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ หากการเพิ่มคุณค่านั้น ในสายตาของลูกค้าในทอดนั้นเห็นว่ามีคุณค่ามาก ประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ประกอบการทอดนั้นจะได้รับ ก็จะมีมูลค่าสูงตามไปด้วย

ดังนั้น กล่าวได้ว่า ใครจะได้รับประโยชน์ตอบแทนมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสำคัญของการเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุดิบนำเข้า บนห่วงโซ่แห่งคุณค่านี้

ในความเป็นจริง ห่วงโซ่คุณค่าของยางนั้น ยังมีผู้เล่นรายเล็กรายน้อยอีกมากมาย เป็นต้นว่า คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ขายบริการโดยช่วยพาคนกรีดยางที่ขับรถจักรยานยนต์เองไม่เป็นไปกรีดยางในสวนยางทุกๆเช้า ไปจนถึงบริการขนส่งยางแผ่นออกจากประเทศทั้งทางเรือ และทางอากาศไปจนถึงมือผู้นำเข้า หรือโรงงานผลิตยางรถยนต์ แต่ละฝ่าย ต่างมีส่วนในห่วงโซ่ของธุรกิจยางในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพียงแต่ ไม่ได้มีความสำคัญมากมายในห่วงโซ่นี้ (ส่วนบริการขนส่งยางลงเรือหรือใส่เครื่องบินไปส่งให้ลูกค้า ความจริงมีความสำคัญต่อธุรกิจ แต่ในที่นี้ปัดออกไปชั่วคราว เพราะจะได้เน้นที่ตัวผลิตภัณฑ์ยางให้เห็นชัดๆ)

ตรงนี้ คุณคงจะเห็นแล้วว่า ความสำคัญของคุณ ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเป็นคนของใคร หากแต่อยู่ที่ว่า คุณทำประโยชน์อะไรบนห่วงโซ่ของธุรกิจของคุณ

นายมา คนปลูกยางอาจจะบอกว่า ถ้าไม่มีน้ำยาง ที่ไหนจะโรงงานจะมียางแผ่นไปขายให้ผู้ส่งออกส่งไปให้ทำยางรถยนต์ล่ะ แต่โรงงานทำยางแผ่นจะบอกว่า ถ้าไม่มีน้ำยางจากนายมา เขาก็สามารถรับซื้อน้ำยางจากนายมาห์มูดได้ ผู้ส่งออกก็เช่นกัน ถ้าโรงงานยางแผ่นรมควันของนาย ก. เล่นตัว หรือโก่งราคา เขาก็สามารถไปซื้อจากโรงงานของนาย ข. แทนได้ แต่ถ้าปริมาณสั่งซื้อจากต่างประเทศมีมากกว่าปริมาณยาง ที่นาย ข.มี ผู้ส่งออกก็จะต้องหันกลับมาฟังข้อเสนอของนาย ก.อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะซื้อก็ต่อเมื่อ คุณค่าที่เขาจะได้รับจากสินค้า(หรือบริการ) ที่ซื้อ สูงกว่าราคาที่เขาต้องจ่าย

ดังนั้น เพื่อให้ลูกค้าซื้อสินค้าของตน ผู้ขายมีทางเลือกสองทางก็คือ ๑) สร้างคุณค่าที่ผู้ซื้อจะได้รับให้มาก หรือ ๒) ทำราคาขายที่ผู้ซื้อต้องจ่าย ให้ต่ำ

ผู้ส่งออกจะซื้อยางจากโรงงานนาย ก. ก็ต่อเมื่อเขาจะขายต่อให้กับโรงงานผลิตยางรถยนต์ในต่างประเทศได้ในราคาที่สูงกว่าราคารับซื้อบวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆเพื่อส่งยางนั้นไปถึงมือผู้รับ แต่การที่ราคาที่นาย ก.ขายให้กับผู้ส่งออกจะต่ำกว่าคุณค่าที่ผู้ส่งออกจะได้รับก็ตาม ผู้ส่งออก ก็ยังมีทางเลือกอื่น เช่นซื้อจากโรงงาน นาย ข. หากว่า โรงงานนาย ข. เสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าโรงงานนาย ก. และปริมาณมีเพียงพอที่ผู้ส่งออกต้องการ เช่นนี้ การที่คุณค่าที่ผู้ส่งออกได้รับ สูงกว่า ราคาที่ผู้ส่งออกต้องจ่าย จึงเป็นเพียงเงื่อนไขขั้นแรกเท่านั้น

หากว่า โรงงานนาย ก. ต้องการจะขายสินค้าให้ได้ จึงต้องมีอะไรให้กับผู้ส่งออกมากกว่านี้ สินค้าของโรงงานนาย ก. จึงจะแข่งขันได้ในท้องตลาด

สิ่งที่นาย ก.ต้องมีสำหรับการขายของที่เหมือนกันเด๊ะก็คือ ราคาต้องถูกกว่า โรงงานนาย ข. ถ้าหากว่าราคาไม่ถูกกว่า โรงงานนาย ก. ต้องทำให้สินค้าของตนต่างออกไปจากโรงงานที่ขายถูกกว่า เพื่อที่จะได้ไม่ถูกนำมาเปรียบเทียบราคากัน

หรือบอกได้อีกอย่างว่า การที่เราจะได้เปรียบในการแข่งขัน มาจากสองสิ่งคือ ราคาต่ำ หรือไม่ก็ ทำให้แตกต่างออกไป

ในเรื่องการทำราคาให้ถูกกว่า ผมคงจะไม่เอามาพูดในที่นี้ เพราะทุกวันนี้ ร้านขายยาก็พยายามทำราคาให้ “ถูกกว่า” กันอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ใช่การได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริง เพราะการได้เปรียบนี้ จะต้องเริ่มต้นที่การมีต้นทุนที่ถูกกว่า แล้วจึงสะท้อนออกมาที่ราคาขาย ซึ่งผมคงจะไม่ช่วยแก้ให้คุณมีต้นทุนที่ถูกลงไปกว่านี้ เพราะนั่นยังไม่ใช่ปัญหาของร้านขายยาส่วนใหญ่ในเวลานี้

แค่นี้ก็ตัดราคาขายกันจนจะแย่อยู่แล้วนิ

ตลาดแถวบ้านผมมีร้านขายไก่ทอดอยู่หลายเจ้า เนื้อสะโพกทอด ราคาชิ้นละสิบกว่า ถึงยี่สิบบาท แล้วทำไมผมถึงต้องถ่อร่างไปกินไก่ทอด KFC ที่ราคาชิ้นละสามสี่สิบบาท หรือทำไมบางคนต้องดั้นด้นไปกินหอยทอดที่ราชวัตร ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ที่สวนมะลิ หรือ กินโดนัทที่ร้านมิสเตอร์โดนัท หรือดังกิ้นโดนัท แทนที่จะซื้อที่ร้านข้างบ้าน วงละห้าบาทเอง

นั่นเพราะผู้ประกอบการเจ้าดังๆเหล่านั้น ทำให้ลูกค้าของเขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มันไม่เหมือนกัน ซึ่งคือความแตกต่างนั่นเอง และความแตกต่างนี่เอง มักเป็นที่มาของราคาส่วนเกินกว่าราคาทั่วไปของสินค้าที่เหมือนกัน ก็ในเมื่อ KFC ไม่ใช่ไก่ทอดธรรมดา จึงไม่ต้องตัดราคาแข่งกับใคร KFC สามารถกำหนดราคาขายที่สูงกว่าราคาไก่ทอดในตลาดได้

หากว่าคุณสามารถทำให้ลูกค้าเห็นได้ว่า สินค้า(หรือบริการ)ของคุณแตกต่างออกไป คุณก็สามารถเป็น KFC ของธุรกิจร้านขายยาได้เช่นกัน

แม้แต่สินค้าที่เหมือนกันเด๊ะอย่างข้าวสาร ก็ยังสามารถสร้างความแตกต่างได้เลย แล้วทำไมพาราเซ็ตตามอลของคุณถึงจะทำให้แตกต่างจากพาราเซ็ตตามอลของร้านอื่นบ้างไม่ได้

ครั้งนึง ผมไปดูหนัง พอซื้อตั๋วเสร็จ ก็เกิดหิวน้ำในเวลาที่หนังกำลังจะฉาย จึงได้ซื้อน้ำเปล่าขวดนึงที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของโรงหนังนั้น ผมต้องจ่ายไปยี่สิบห้าบาท ในขณะที่หากผมยอมเสียเวลาเดินไปซื้อที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ห่างออกไปนิดนึง ผมจะต้องจ่ายเพียงแค่เจ็ดบาท หรือถ้าเป็นยี่ห้อเดียวกับเป๊ะ ก็อาจจะเป็นสิบหรือสิบสองบาท ซึ่งยังไงก็ไม่ถึงยี่สิบห้าบาทที่ผมจ่ายไปอยู่ดี

ทำไมน้ำเปล่าของโรงหนังถึงแพงกว่าปกติ ?

นั่นเป็นเพราะในความเป็นน้ำเปล่าเหมือนกัน มีความแตกต่างเจืออยู่ ความแตกต่างอาจอยู่ที่การตั้งกฎเกณฑ์ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกเข้าไปในโรงหนังนั้น(มีบางโรงภาพยนต์ตั้งกฎเกณฑ์ทำนองนี้ แต่ไม่ใช่ทุกที่) แต่ในกรณีของผม ความแตกต่างอยู่ที่ความสะดวก หากผมจะเสียเวลาอีกสิบนาทีเพื่อเดินออกไป หยิบน้ำ แล้วมารอเข้าคิวเพื่อจ่ายเงินในซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมอาจจะพลาดการดูหนังไปช่วงนึง ซึ่งมันหมายการสูญเสียความสุขในการดูหนังไปมากพอสมควร

กรณีนี้ เราจึงบอกได้ว่า ทำเลที่ตั้งร้านค้า เป็นบ่อเกิดแห่งความแตกต่างได้ ซึ่งบ่อที่จะเกิดความแตกต่างนี้ ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งจะขอยกยอดไปกล่าวต่อในคราวหน้า

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

นิยามปัญหา : จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา

ในการเริ่มต้นแก้ปัญหา สิ่งสำคัญก็คือคุณต้องนิยามปัญหาออกมาเป็นถ้อยคำให้ครอบคลุม ชัดเจน ลึกซึ้ง และตรงกับปัญหาจริงๆ

เหตุผลที่ต้องระบุออกมาเป็นถ้อยคำ เพราะมันเป็นง่ายกว่าที่คุณจะจับสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยอายตนะมากกว่าหนึ่งทางมาพิจารณาอย่างละเอียด หากมันเป็นเพียงปัญหาที่วนเวียนในหัวของคุณ มันง่ายมากที่คุณจะพลัดหลงกับมันในระหว่างการสำรวจปัญหา แต่เมื่อคุณได้เขียนปัญหาไว้ชัดเจน อย่างน้อย สายตาของคุณก็จะช่วยตรึงความคิดของคุณไว้กับปัญหาได้อีกทางหนึ่ง

การที่คุณระบุปัญหาออกมาเป็นถ้อยคำที่ชัดเจน ยังช่วยในการตรวจสอบย้อนกลับในขั้นต่อๆไปของการวางแผนได้อีกด้วย เช่นเมื่อคุณได้แผนออกมาแล้ว คุณสามารถที่จะคาดการณ์คร่าวๆถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากแผนนั้น เมื่อเทียบกับปัญหาที่คุณเขียนไว้อย่างชัดเจนแล้ว แผนนั้นพอจะสามารถแก้ปัญหาของคุณได้จริงหรือไม่ นั่นจะบอกถึงความใช้การได้ของแผน

ปัญหาที่ได้รับการนิยามอย่างดี ถือว่าได้รับการแก้ไขไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่การที่คุณจะนิยามปัญหาได้ครอบคลุมจุดที่เป็นปัญหาจริงๆนั้น จะต้องอาศัยการสำรวจปัญหาให้รอบด้านเสียก่อน

เทคนิคหนึ่งที่อาจนำมาใช้เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงของคุณก็คือ ให้คำจำกัดความของปัญหาเสียก่อน จากนั้นให้ถามตัวเองว่า ทำไมปัญหาของคุณจึงเป็นปัญหา แล้วถามต่อไปถึงเหตุของปัญหาของคุณว่า ทำไมมันถึงเป็นปัญหาอีก ถามอย่างนี้ให้ลึกลงไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้ จะทำให้คุณเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งมากขึ้น

เมื่อคุณรู้สึกคับข้องใจในการประกอบการ รู้สึกว่ามีปัญหารบกวนใจ คุณไม่อาจปล่อยให้มันจบเพียงแค่ความรู้สึกคับข้องใจที่ค้างคาใจคุณ คุณควรสำรวจลึกลงไปว่า ความคับข้องใจของคุณนั้นมากจากปัญหาในเรื่องใด สำรวจให้รอบด้าน ให้แน่ใจว่าคุณมองปัญหาของคุณในหลายๆมุม และลึกมากพอ

ผู้ประกอบการร้านขายยารายหนึ่งอาจพบว่า เขามีปัญหาเรื่องการมีเภสัชกรประจำร้านตามกฎหมาย ความต้องการเริ่มแรกของเขาอาจเป็นว่า ทำอย่างไรถึงจะแก้กฎหมายในเรื่องนี้

เมื่อเขาให้คำจำกัดความของปัญหาของเขาว่า “การไม่สามารถมีเภสัชกรอยู่ประจำร้านตามกฎหมายได้” เขาอาจตั้งคำถามว่า ทำไมการมีเภสัชกรประจำร้านตามกฎหมาย จึงเป็นปัญหาสำหรับเขา คำตอบอาจเป็นว่า เพราะเขาไม่มีความสามารถจ่ายค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาด

ถามต่อไปว่า ทำไมเขาจึงไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาด คำตอบอาจเป็นว่า เพราะร้านเขาขายไม่ดีขนาดนั้น ลำพังเพียงแค่ค่าตัวเขา รายได้ที่หามานี้ ยังไม่พอเลย ในขณะที่ค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาดนั้น สูงกว่าค่าจ้างบุคลากรอื่นในท้องตลาดมาก

คำตอบนี้อาจแบ่งได้เป็นสองประเด็นคือ รายได้ของร้านต่ำ และ ค่าจ้างเภสัชกรสูง อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาเรื่องรายได้ของร้านเขาร้านเดียว น่าจะทำได้ง่ายกว่าการแก้ปัญหาเรื่องค่าตัวเภสัชกรในท้องตลาดทั้งระบบ

เมื่อตั้งคำถามว่า ทำไมร้านเขาจึงขายไม่ดี คำตอบอาจเป็นว่า เพราะลูกค้าเข้าร้านเขาน้อย แถมขายไม่ได้ราคา เพราะตัดราคากัน

เหตุที่ลูกค้าเข้าร้านน้อยล่ะ คำตอบอาจเป็นว่า เพราะร้านถูกแย่งลูกค้าไป

ร้านของผู้ประกอบการรายนี้ เริ่มต้นที่ปัญหาการมีเภสัชกรตามกฎหมาย แต่เมื่อค้นลึกลงไปเรื่อยๆ ปัญหากลับอยู่ที่ศักยภาพของร้าน

ดังนั้น หากเขามิได้สำรวจปัญหาให้รอบด้านเสียก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหา เขาอาจจะเดินผิดทาง เสียทรัพยากร และเวลาในการดำเนินการที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หมดไปอย่างแท้จริง

วิธีที่เราระบุปัญหา จะกำหนดวิธีแก้ปัญหาของเรา

สมมุติว่าเขาสามารถผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายได้จริง แต่ปัญหาเรื่องการขาดศักยภาพของร้านของเขาก็ยังอยู่ เขาก็ยังต้องประสบกับปัญหาเรื่องยอดขายไม่ดี ผลประกอบการแทบจะไม่พอเลี้ยงตัว เป็นปัญหาให้เขาต้องแก้ไขต่อไป ทั้งๆที่ต้องเพิ่งเหนื่อยกับการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายสำเร็จ

แต่หากว่า เขาสามารถสำรวจปัญหาของตัวเองให้รอบด้านเสียก่อน เขาจะสามารถวางแนวทางแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยการมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขเรื่องศักยภาพของร้านเขาให้ลุล่วงไป เขาก็จะหลุดจากปัญหาเรื่องการมีเภสัชกรตามกฎหมายไปด้วยพร้อมๆกัน ซึ่งก็ต้องอาศัยการตั้งเป้าหมายของการแก้ปัญหาให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริง

เมื่อคุณจับปัญหาของคุณมาพลิกคว่ำพลิกหงาย ทั้งตะแคงซ้ายขวาเพื่อตรวจสอบจนรอบด้านแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณจะตั้งเป้าหมายของการแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ

เป้าหมายของการแก้ปัญหาของคุณคืออะไร ?

ต้องการประกอบธุรกิจร้านขายยาต่อไป หรือ ต้องการธุรกิจสำหรับเลี้ยงครอบครัว หรือ ต้องการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ฯลฯ

ไม่ว่าคุณจะตั้งเป้าหมายอย่างไร ขอให้เป้าหมายนั้น เป็นความต้องการที่แท้จริงของคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการที่คุณจะใช้ในการเดินไปสู่จุดหมาย

บ่อยครั้งเรามักจะหลงถือเอาวิธีการมาเป็นเป้าหมาย

เป้าหมายของเราไม่อาจเปลี่ยน อย่างน้อยก็เปลี่ยนได้ยาก แต่วิธีการไปสู่เป้าหมายนี่สิ เปลี่ยนได้

มันสำคัญด้วยหรือ ว่าคุณจะไปโรงเรียนด้วยแท๊กซี่สีเขียวเหลือง หรือสีชมพู แม้กระทั่งการไปด้วยรถเมล์ก็ตาม ตราบใดที่การไปถึงโรงเรียนนั้นด้วยวิธีนั้น อยู่ในเงื่อนไข และผลที่คุณพอจะรับได้

วิธีการ ไม่ได้สำคัญมั่นคงไปกว่าเป้าหมาย

สิ่งทีผู้ประกอบการรายนี้ต้องการจริงๆ ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมาย แต่อาจอยู่ที่การอยู่รอดได้ในระยะยาวของธุรกิจต่างหาก ซึ่งลำพังเพียงแค่การแก้ไขกฎหมาย มิอาจทำให้ธุรกิจของเขาอยู่รอดได้

คุณเคยลองจับปัญหาของคุณมาพิจารณาบ้างหรือยัง ปัญหาของคุณคืออะไร เป้าหมายของคุณอยู่ตรงไหน ?

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ยาต้องห้ามทำธุรกรรม
โดย : ปริญญา อัครจันทโชติ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้รับอนุญาตขายยาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถขายยาได้ทุกประเภท ยังมียาบางประเภทที่เราไม่สามารถจะไปเกี่ยวข้องทำธุรกรรมใดๆกับมัน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาประเภทใด หรือแม้แต่โรงพยาบาลเองก็ตาม
ยาที่ว่านี้ มีกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติยา พ.ศ.๒๕๑๐ มาตรา 72 โดยแบ่งยาที่ต้องห้ามทำธุรกรรมใดๆไว้เป็น 6 ประเภท คือ1. ยาปลอม2. ยาผิดมาตรฐาน3. ยาเสื่อมคุณภาพ4. ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา5. ยาที่ทะเบียนยาถูกยกเลิก6. ยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยา
ยาปลอม
มาตรา 73 ได้ให้ความหมายของยาปลอมไว้ว่า หมายถึง
(1) ยาที่มีสิ่งแปลกปลอมต่างไปจากทะเบียนตำรับยา
(2) ยาที่แสดงชื่อว่าเป็นยาอื่น หรือแสดงเดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุ ซึ่งมิใช่ความจริงในอนุมาตรานี้ อาจแยกยาปลอมได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
ยาที่แสดงชื่อเป็นยาอื่น หรือ ปลอมที่ชื่อ
ยาที่แสดงเดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุซึ่งมิใช่ความจริง หรือปลอมวันหมดอายุ
(3) ยาที่แสดงว่าเป็นยาชื่อ หรือเครื่องหมายของผู้ผลิต หรือที่ตั้งสถานที่ผลิตยาซึ่งมิใช่ความจริง ในอนุมาตรานี้ มีลักษณะที่ถือว่าเป็นการปลอม 3 ลักษณะคือ
แสดงชื่อของผู้ผลิต ซึ่งมิใช่ความจริง
แสดงเครื่องหมายของผู้ผลิต ซึ่งมิใช่ความจริง
แสดงสถานที่ผลิตยา ซึ่งมิใช่ความจริง
(4) ยาที่ปลอมทะเบียนตำรับยา ไม่ว่าจะอ้างถึงตำรับยาที่มีการขึ้นทะเบียนไว้จริงหรือไม่ ก็ถือเป็นยาปลอมทั้งสิ้น
(5) เป็นกรณีที่ทุกอย่างถูกต้องหมด เพียงแต่ผลที่ได้ออกมา ความแรงของสารออกฤทธิ์ มีความเบี่ยงเบนจากค่ามาตรฐาน มากกว่าที่กำหนดไว้ในทะเบียนตำรับยา +/- 20% คือเป็นความผิดพลาดของกระบวนการผลิต ก็ทำให้ยากลายเป็นยาปลอมได้ตามอนุมาตรา (5) นี้
ยาผิดมาตรฐาน
มาตรา 74 ให้ความหมายของยาผิดมาตรฐานไว้ว่า หมายถึง
(1) ยาที่ความแรงของสารออกฤทธิ์ ขาดหรือเกินจากเกณฑ์ต่ำสุดหรือสูงสุดที่กำหนดไว้ในตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามมาตรา 79 แต่ไม่ถึงขนาดดังกล่าวในมาตรา 73 (5)
ยาผิดมาตรฐานตามข้อนี้ คล้ายกับยาปลอม ความแตกต่างอยู่ตรงที่ความเบี่ยงเบนจากมาตรฐานของสารออกฤทธิ์
หากอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็ถือเป็นยาปกติ
หากเบี่ยงเบนจากมาตรฐาน +/- น้อยกว่า 20% ถือว่าเป็นยาผิดมาตรฐาน
หากเบี่ยงเบนจากมาตรฐาน +/- มากกว่า 20% ถือว่าเป็นยาปลอม
(2) ยาที่ความบริสุทธิ์ หรือลักษณะอื่นที่จะมีผลต่อคุณภาพยาไม่เป็นไปตามเกณฑ์
ยาเสื่อมคุณภาพ
มาตรา 75 ให้ความหมายของยาเสื่อมคุณภาพไว้ว่า หมายถึง(1) ยาที่สิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในฉลาก(2) ยาที่ถูกต้องตามมาตรฐาน แต่ได้นำมาแปรสภาพจนมีผลต่อคุณภาพของตัวยา ไม่ว่าเป็นเรื่องของ
ความแรงของสารออกฤทธิ์ที่เบี่ยงเบนจากเกณฑ์มาตรฐาน (การเบี่ยงเบนนี้รวมทั้งกรณี +/- มากกว่า 20% และกรณี +/- น้อยกว่า 20%) หรือ
ความบริสุทธิ์ในขั้นตอนการผลิต
ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา
ยาที่จะขายได้ ต้องเป็นยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยากับทางคณะกรรมการอาหารและยาไว้แล้วเท่านั้น
ยาที่ทะเบียนยาถูกยกเลิก
คือยาที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว แต่มิได้มีการผลิต หรือนำหรือสั่งเข้าฯ เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ทะเบียนตำรับยานั้นเป็นอันยกเลิกตามมาตรา 85
ยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยา
ยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว จะถูกเพิกถอนทะเบียนเมื่อ
ยานั้นไม่มีสรรพคุณตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือ
อาจไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ หรือ
เป็นยาปลอม หรือ
ยานั้นได้เปลี่ยนไปเป็นวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นอาหาร หรือเครื่องสำอาง
ทีนี้เรามาดูโทษของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวขายยาต้องห้ามเหล่านี้

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การทำงานอย่างมีความสุข

ผลตอบแทนจากการทำงานมีสองอย่างที่สำคัญ คือ
ประสบการณ์ และเงิน
เมื่อเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หรือเมื่อเริ่มต้นสายงานใหม่
เราควรให้ความสำคัญกับประสบการณ์ก่อน แล้วเงินจะตามมาเอง
หากคนที่มากประสบการณ์ มาพบกับคนที่มากเงิน
ในที่สุดแล้ว
คนที่มีประสบการณ์จะได้เงินไป
ส่วนคนที่มีเงิน ก็จะได้ประสบการณ์ไป :)

หลายคนที่เลือกงานเพียงเพราะเงิน
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน หรือเมื่อเริ่มมีความตึงเครียดในการทำงาน
อาจเกิดสภาพ การทนอยู่ ในที่ทำงานนั้น
การลุกจากที่นอนเพื่อไปทำงานจึงต้องใช้กำลังใจมากขึ้นเรื่อยๆ

หากได้คิดถึงความจริงที่ว่า
เราใช้เวลาในที่ทำงานไม่ต่ำกว่าวันละเก้าชั่วโมง
หรือมากกว่าหนึ่งในสามของเวลาในหนึ่งวัน
และถ้าหากว่า เราตัดเวลาที่เรานอนหลับ
ซึ่งเป็นเวลาที่เราไม่มีสติรับรู้โลกภายนอกออกไปแปดชั่วโมงแล้ว
เวลาในที่ทำงานจะมากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาแห่งการตื่นของเราเลยทีเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะปล่อยให้เวลามากขนาดนี้
หมดไปกับความไม่สบายใจอย่างนี้ต่อไปหรือ
จะเป็นอย่างไร หากว่าเราสามารถเปลี่ยนเก้าชั่วโมงนี้
เป็นเวลาแห่งความสุข

นั่นต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกงาน
เราไม่ควรเลือกงานเพียงเพราะเงินเป็นเหตุผลเดียว
แต่ควรทำแบบเดียวกับการเลือกแฟน
คือมีความรักมาเกี่ยวข้องด้วย
(แต่เงินก็ยังมีความสำคัญอยู่นะ :p)

เมื่อคุณได้ทำงานที่คุณรัก
คุณก็จะมีเก้าชั่วโมงอยู่กับสิ่งที่คุณรัก
ก็จะเป็นเก้าชั่วโมงอันแสนสุข

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเลือกทำงานที่ตนรัก
หลายคนมีข้อจำกัดอื่นๆทำให้ทางเลือกลดลง
บางข้อจำกัด ก็อาจจะตั้งขึ้นมาจำกัดตัวเองแบบไร้เหตุผล
เช่น ไม่อยากทำงานย่านนั้นเพราะมีอดีตฝังใจ
แต่บางครั้งอาจเป็นความจำเป็นจริงที่ไม่อาจก้าวล่วงไปได้

ดังนั้น
เคล็ดลับในการทำงานให้มีความสุข
จึงไม่ได้อยู่ที่การได้ทำงานที่เรารัก
แต่อยู่ที่
การรักงานที่เราทำ

ด้วยการหาจุดดีของงาน แง่มุมที่สนุกๆที่มีอยู่
ผสานกับการมองโลกในแง่บวกอีกนิด
คุณก็จะมีเก้าชั่วโมงอันแสนสุขได้เช่นกัน