วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

เงินเฟ้อกับการประเมินผลการประกอบการ


คุณกับผมต่างก็เกิดมาใยยุคที่เห็นเงินเฟ้อเป็นเรื่องปกติ การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในกระเป๋า หากไม่พิจารณาให้ดี ว่าส่วนไหนคือเนื้อเงินจริงๆ เราจะคิดว่าตัวเราร่ำรวยยขึ้น มั่งคั่งขึ้น โดยลืมนึกไปว่า ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากการฟ่ามพองขึ้นของเงินเฟ้อไปเท่าไหร่

หากทรัพย์สินทั้งหมดของคุณเมื่อห้าปีที่แล้ว สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งพันชาม และในวันนี้ตัวเลขในบัญชีของคุณบอกว่า คุณมีเงินมากกว่าห้าปี่ที่แล้วสามสิบเปอร์เซนต์ แต่เมื่อนำมาคำนวณแล้ว สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวแบบเดิมในราคาปัจจุบันได้เพียง แปดร้อยชาม นั่นหมายความว่า ในความเป็นจริงแล้ว คุณจนลงตะหาก แต่ภาพลวงตาจากเงินเฟ้อ ทำให้คุณเห็นว่าคุณรวยขึ้น แม้ว่าคุณจะมีปริมาณเงินเพิ่มขึ้น แต่เงินแต่ละบาทของคุณกลับมีค่าเจือจางลง

เมื่อคุณประเมินผลการประกอบการ อย่าลืมหักความฟ่ามของเงินเฟ้อนี้ออกไปด้วย เพื่อที่จะไม่โดนเงินเฟ้อ สร้างภาพลวงตาให้ดีใจเก้อว่าผลประกอบการดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมักจะถือว่าเป็นความล้มเหลวที่จะปล่อยให้มีอัตราเงินเฟ้อสูงๆในขณะที่เขาบริหาร ดังนั้น ภาครัฐจึงมักแก้ไขความล้มเหลวด้วยการเปลี่ยนสูตรการคำนวณเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการ โดยตัดค่าใช้จ่ายหมวดต่างๆที่ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อไม่สวย อกกไปจากสูตรการคำนวณ แต่ชาวบ้านไม่สามารถตัดรายจ่ายอันนั้นออกไปจากการดำรงชีวิตปกติ เว้นแต่จะอพยพไปอยู่หลังเขา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ดังนั้น เมื่อคุณนำตัวเลขเงินเฟ้อที่เป็นทางการมาใช้ คุณจึงควรปรับตัวเลขเงินเฟ้อนั้นกลับให้ใกล้เคียงกับเงินเฟ้อที่แท้จริง

ในบ้านเราไม่มีหน่วยงานที่ช่วยคำนวณหาอัตรางินเฟ้อที่แท้จริง แต่ที่สหรัฐมีกลุ่มคนที่ข้องใจกับตัวเลขเงินเฟ้อของภาครัฐ ได้คำนวณหาอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง และเผยแพร่ตัวเลขนี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณสองเท่าของอัตราที่ทางการประกาศ หากคุณจะใช้อัตรานี้มาประมาณอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง เพื่อประมาณการความสามารถในการประกอบการของคุณ คุณจะต้องใช้ตัวคูณสองกับอัตราเงินเฟ้อที่ภาครัฐประกาศ เช่น หากว่ารัฐบาลประกาศว่าปีนี้อัตราเงินเฟ้อสี่เปอร์เซนต์ ก็เป็นไปได้ว่า เงินเฟ้อจริงๆอาจจะอยู่ที่แปดเปอเซนต์ หากธุรกิจของคุณมีผลประกอบการโตขึ้นแปดเปอร์เซนต์ นั่นก็หมายความว่าที่จริงแล้วคุณขายได้เท่าเดิม ตัวเลขที่สูงขึ้นมาจากเงินเฟ้อตะหาก เช่นราคาขายแพงขึ้น

อ่านผลการประกอบการครั้งหน้า อย่าลืมเผื่อใจกับเงินเฟ้อด้วยนะครับ

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข้อพิจารณาในการเลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจ : บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ?

ปีที่แล้ว มีข่าวหนึ่งเป็นกรอบเล็กๆ แทรกอยู่ในหน้าข่าวเศรษฐกิจ เนื้อข่าวกล่าวถึงกรมสรรพากรจะขยายฐานภาษีให้กว้างออกไปมากขึ้น ซึ่งหมายความถึง การดึงคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษี และแน่นอนว่า ไม่ได้หวังจะใช้วิธีการเชิญชวนเป็นหลัก

หลังจากนั้น ก็มีข่าวคราวในแวดวงการค้า โดยเริ่มจากธุรกิจใหญ่ๆว่า กรมสรรพากรได้ขอรายชื่อลูกค้าและยอดการสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทใหญ่ๆ บริษัทยาหลายๆบริษัทเล่าให้ฟังว่า จะต้องบันทึกข้อมูลเลขประจำตัวสิบสามหลักของลูกค้าให้กับกรมสรรพากรด้วย

ข้อมูลที่ส่งให้กรมสรรพากรก็เช่น ชื่อผู้ซื้อ เลขที่บัตรประชาชน ยอดซื้อ เป็นต้น กรมสรรพากรจะนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของกรมสรรพากรเพื่อประมวลผล ทำให้ทราบถึงการซื้อสินค้าของหน่วยภาษีแต่ละราย ซึ่งก็คือเราๆท่านๆทั้งหลายนี่แหละ ซึ่งหากกรองเอาเฉพาะข้อมูลที่เป็นการสั่งซื้อสินค้าออกมา ก็พอจะประมาณการรายรับของหน่วยภาษีนั้นๆได้ในระดับหนึ่ง

สมมุติเช่น ร้านของคุณ มียอดการสั่งซื้อยาจากบริษัทต่างๆ เป็นยอดรวมเดือนละสองแสนบาท มาตลอดปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นเรื่องยากที่คุณจะทำให้กรมสรรพากรเชื่อว่า คุณมีรายรับเดือนละสี่ห้าหมื่นบาทในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ในเวลาสิ้นปี ซึ่งเป็นการเลี่ยงภาษีด้วยการหลบราบรับ แบบที่ธุรกิจส่วนใหญ่นิยมทำกัน

การขยายฐานภาษี โดยการเก็บข้อมูลการซื้อสินค้านี้ เมื่อขยายกว้างไปเรื่อยๆ จะทำให้ธุรกิจต่างๆ เลี่ยงภาษีด้วยการปิดบังยอดขายได้ยากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งโทษตามกฎหมายภาษีนี้ ย้อนหลังกลับไปคำนวณภาษีและเบี้ยปรับเงินเพิ่มต่างๆได้มากจนคุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว จึงเริ่มไม่คุ้มค่าที่จะเลี่ยงภาษีแบบนี้

มาเตรียมตัวเองให้พร้อม เพื่อที่จะเข้าสู่ระบบภาษีอย่างมีการเตรียมตัวที่ดีกันดีกว่า



ในการเตรียมตัวเข้าสู่ระบบภาษีนั้น ผมเห็นว่า เราควรย้อนกลับมาพิจารณาถึงการเลือกรูปแบบในการประกอบธุรกิจกันใหม่ว่า ธุรกิจของเราควรจะเป็นแบบบุคคลธรรมดาต่อไป หรือว่า จะเป็นรูปแบบอื่น จึงจะเหมาะสมกับเราที่สุด

การเลือกรูปแบบการจัดองค์การของธุรกิจเรา (Business Entity)  หรือในภาษาที่สรรพากรใช้เรียกผู้เสียภาษีก็คือ หน่วยภาษี ผมเห็นว่า หัวข้อที่ควรคำนึงถึงในการเลือกรูปแบบการจัดตั้งองค์การ ประกอบด้วย 3 เรื่องใหญ่ๆเป็นอย่างน้อย คือ

1) ภาษี
2) ความเสี่ยง
3) ความเหมาะสมในการบริหาร


1) ภาษี  

แม้ว่า เราจะเริ่มต้นคิดมากจากแรงผลักดันด้านภาษี ทำให้เรากลับมาคิดใหม่ถึงรูปแบบองค์การธุรกิจของเรา แต่ภาษีก็เป็นเพียงหัวข้อพิจารณาหัวข้อหนึ่งในหลายๆหัวข้อที่ควรจะพิจารณา
ซึ่งในเรื่องภาษี มีประเด็นที่เป็นข้อพึงตัดสินใจอยู่หลายประเด็น

ประเด็นแรก เรื่องอัตราภาษี หากว่าธุรกิจใดประกอบธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา จะต้องนำรายได้จากธุรกิจนั้นมารวมคำนวณภาษีกับรายได้อื่นๆ เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล เมื่อหักรายจ่าย และค่าลดหย่อนแล้ว ก็นำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอัตราภาษี เป็นอัตราก้าวหน้า คือเงินได้บาทแรกๆ คุณอาจเสียภาษีน้อย แต่บาทหลังๆ เช่นที่เกิน สี่ล้านบาทขึ้นไป คุณจะถูกเก็บภาษีไป 35 %  เหลือเป็นของคุณแค่หกสิบห้าเปอร์เซนต์

ในขณะที่อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล มีอัตราภาษีสูงสุดแค่ 20% เท่านั้น

เมื่อเปรียบเทียบอัตราภาษีของหน่วยภาษีทั้งสองแบบแล้ว จะเห็นว่า หน่วยธุรกิจประเภทบุคคลธรรมดาจะเสียเปรียบในระยะยาว คือ หากมีเงินได้มากขึ้น ฐานเงินได้สูงขึ้น จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าหน่วยภาษีที่เป็นนิติบุคคล หากคุณเป็นธุรกิจที่มีเงินได้พึงประเมินน้อยกว่า หนึ่งล้านบาท คุณอาจจะเลือกประกอบธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาได้ แต่เมื่อใดที่เกิน ขอให้คุณเริ่มคิดเผื่อไว้ถึงการเปลี่ยนรูปแบบการประกอบธุรกิจเป็นแบบนิติบุคคล

อีกประเด็นหนึ่งของภาษีเงินได้ คือ การหักค่าใช้จ่าย เราได้ทราบอยู่แล้วว่า เงินได้พึงประเมินที่จะนำมาคำนวณภาษี คือรายได้หลังหักค่าลดหย่อน และค่าใช้จ่าย หมายความว่า ถ้าหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือเท่าไหร่ค่อยเอาไปประเมินภาษี เป็นเช่นนี้ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

ถ้าไม่เหลือเงินได้พึงประเมิน คุณก็ไม่ต้องเสียภาษี

ธุรกิจที่เป็นหน่วยภาษีแบบบุคคลธรรมดา กรมสรรพากรเปิดช่องให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้สองวิธีคือ หักแบบเหมา กับหักตามที่จ่ายจริง

ธุรกิจค้าขายเล็กๆน้อยๆมักจะชอบใช้วิธีการหักแบบเหมา เพราะง่ายและ ไม่ต้องเก็บข้อมูล ไม่ต้องทำบัญชี  และหลบเรื่องรายรับได้ง่าย  ซึ่งอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาของธุรกิจร้านขายยาอยู่ที่ 80 เปอร์เซนต์ หมายความว่า กรมสรรพากรอนุมานเอาว่า ในหนึ่งร้อยบาทที่เราขายยาไป เราจะมีกำไรยี่สิบบาท

ในความเป็นจริง เราก็รู้อยู่ว่ามาร์จิ้น หรืออัตรากำไรที่ร้านจะได้จากการขายยา ไม่ค่อยจะถึงยี่สิบเปอร์เซนต์หรอก เพราะการแข่งขันกันตัดราคา ไหนจะมีค่าใช้จ่าเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสถานที่ขาย ค่าแรงตัวคุณเอง ค่าจ้างเภสัชกร เรียกได้ว่า อัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมา เหมาะสำหรับการใช้เพื่อหลบรายได้ แต่เมื่อคุณจะต้องเข้าสู่ระบบภาษี การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจะทำให้คุณเสียเปรียบมหาศาล

อย่าลืมหลักการคำนวณภาษีที่ว่า จะคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน คือรายได้หักค่าใช้จ่าย และหักค่าลดหย่อนตามที่กฎหมายกำหนด

ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายเยอะ เราก็มีเหลือเป็นเงินได้พึงประเมินน้อยทำให้เสียภาษีน้อยลง

ธุรกิจบางแห่งใช้แนวทางนี้ในการวางแผนภาษี โดยการทำให้ค่าใช้จ่ายเยอะๆ แต่ต้องไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประกาศของกรมสรรพากรนะ

คุณอาจสงสัยว่า ธุรกิจมีแต่ต้องการลดรายจ่าย เพื่อให้ได้กำไรสุทธิมากๆ ถ้าเราไปเพิ่มรายจ่ายให้มาก ธุรกิจมิเจ๊งเหรอ

รายจ่ายบางอย่าง ยิ่งมาก ผู้ถือหุ้นยิ่งมั่งคั่งมากขึ้น ในระยะสั้นอาจดูเหมือนขาดทุน แต่เป็นการขาดทุนแบบมั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือรายจ่ายเพื่อการลงทุน

สมมุติว่า คุณเปิดร้านขายยา คุณมีกำไรเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เป็นเงินได้พึงประเมินถึงสองล้านบาทต่อปี ถ้าคุณเป็นหน่วยภาษีแบบบุคคลธรรมดา คุณจะต้องเสียภาษีเป็นเงิน 365,000 บาท แต่ถ้าคุณเป็นหน่วยภาษีประเภทนิติบุคคล คุณจะเสียภาษี 350,000 บาท

แต่ถ้าคุณคาดการรายรับของคุณได้ล่วงหน้าก่อนสิ้นปี แล้วคุณก็เลยไปเปิดสาขาที่สอง โดยเสียค่าเซ้งตึกระยะเวลาสิบปีเป็นเงินสามล้านบาท(ทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละสามแสนบาท) ค่าตกแต่งอีกห้าแสน ค่าใช้จ่ายอื่นๆเกี่ยวกับการสร้างสาขาที่สอง รายจ่ายที่เพิ่มมานี้ ทำให้คุณมีกำไรลดลง เหลือเป็นเงินได้พึงประเมินแค่ล้านกว่าๆ คำนวณภาษีออกมาเหลือเพียงแสนกว่าบาททั้งนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา

แต่ในความเป็นจริงก็คือ คุณเป็นเจ้าของร้านขายยาสองร้าน คุณมั่งคั่งขึ้น แม้ว่า สาขาที่สองยังไม่ได้สร้างรายได้ให้คุณ แต่ถ้าการบริหารจัดการของคุณดีพอ เมื่อเริ่มอยู่ตัว คุณจะมีรายได้เพิ่มเป็นสองเท่า กำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าการมีร้านขายยาร้านเดียว และเมื่อตัวเลขเงินได้พึงประเมินเป็นบวกมากๆ คุณก็อาจจะคิดถึงการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้วยการลงทุนในสาขาที่สาม ผ่านไประยะหนึ่ง คุณจะเปิดสาขาใหม่ได้เร็วขึ้น และในเวลาไม่นาน คุณก็จะมีอำนาจต่อรองเหนือผู้ขายสินค้าให้คุณ จนคุณสามารถยื่นเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ขายยอมรับ

วิธีนี้ เป็วิธีที่ห้างค้าปลีกนิยมทำ เมื่อมีจำนวนสาขามากๆ ห้างก็จะขอเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาชำระเงิน ซึ่งบางครั้งอาจยืดได้นานถึง 180 วัน หรือครึ่งปีเลยทีเดียว

สมมุติว่า ห้าง A ซื้อสินค้าจาก บริษัท B เดือนละหนึ่งแสนบาท ซื้อเป็นเงินเชื่อ แต่ขายเป็นเงินสด สมมุติว่าขายไปในราคาเท่าทุนด้วยซ้ำ เท่ากับว่าห้าง A ได้เงินจากบริษัท B มาหมุนเดือนละหนึ่งแสน หกเดือนก็หกแสน ถ้าซื้อของจากสิบบริษัท ห้าง A ก็จะมีเงินมาหมุนฟรีๆ หกล้านบาท เงินนี้สามารถนำไปขยายสาขาถัดไปได้เลย เป็นการขอยืมเงินจากคู่ค้ามาขยายสาขาโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ยิ่งขยายสาขามาก ยอดขายยิ่งมาก เงินหมุนเวียนก็ยิ่งมาก ความมั่งคั่งก็มากขึ้น โดยที่ตัวเลขทางบัญชีของคุณยังอาจแสดงเป็นตัวแดงว่าขาดทุนอยู่ก็ได้  แต่จะกลัวอะไร เพียงแค่หยุดขยายสาขา หยุดเพิมรายจ่าย แต่ละสาขาของจะกลับมาช่วยกันสร้างกำไรอย่างเร็วจี๋ไม่ใช่เหรอ

ร้านคุณก็อาจใช้วิธีการนี้ในการวางแผนภาษีก็ได้ แต่คุณต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีการหักค่าใช้จ่าย เป็นแบบหักค่าใช้จ่ายตามจริงเสียก่อน


2)
ความเสี่ยง

การทำธุรกิจ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะผิดพลาด การขาดทุนจนธุรกิจล้มละลายเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าการที่ธุรกิจล้มละลาย ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องสิ้นเนื้อประดาตัวไป แล้วต่อไปจะมีใครกล้าทำธุรกิจล่ะ หากไม่มีใครกล้าทำธุรกิจ รัฐจะเก็บภาษีจากไหน เพราะลำพังเก็บภาษีเงินได้จากคนทั่วไป ก็เหมือนกับการรีดเลืดจากปู นโยบายของเกือบทุกรัฐบาลในโลกนี้ จึงต้องการส่งเสริมธุรกิจ เพื่อจะได้เก็บภาษีมาใช้ในการบริหารประเทศ

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการมี “นิติบุคคล” ซึ่งความหมายตามชื่อก็คือบุคคลตามกฎหมาย เป็นบุคคลที่กฎหมายสมมุติขึ้น มีสิทธิและหน้าที่บางอย่างคล้ายบุคคลธรรมดา คือ มีสิทธิครอบครองสินทรัพย์ได้ มีสิทธิเป็นหนี้ได้ สามารถประกอบธุรกิจได้ และก็ล้มละลายได้

นิติบุคคล เป็นบุคคลตามกฎหมายที่แยกออกมาจากเจ้าของกิจการ มีสิทธิและหน้าที่ที่แยกออกมาต่างหาก เมื่อธุรกิจไม่เป็นไปตามคาด เกิดเจ๊งขึ้นมา ก็เสียหายเฉพาะทรัพย์สินที่นิติบุคคลนั้นเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ส่วนทรัพย์สินที่เป็นของเจ้าของนิติบุคคลนั้น เป็นคนละส่วนกัน หากบริษัทไปกู้เงินมาใช้ในกิจการ แล้วไม่มีปัญญาจ่าย เจ้าหนี้สามารถบังคับชำระหนี้ได้เพียงจากทรัพย์สินของบริษัท จะเลยเถิดไปยึดทรัพย์เจ้าของบริษัทมาชำระหนี้ด้วยไม่ได้ เว้นแต่ค่าหุ้นที่เจ้าของยังจ่ายไม่ครบเท่านั้น

เจ้าของธุรกิจที่เจ๊ง จึงยังรักษาทรัพย์สินไว้ได้ส่วนหนึ่ง ไม่ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวไปแบบการประกอบธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดา จึงเป็นการลดความเสี่ยงจากการสิ้นเนื้อประดาตัวหากมีเหตุผิดคาดในธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงของบางธุรกิจที่อาจเฉียด หรือเสี่ยงในการละเมิดกฎหมายบางอย่าง หากประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล ก็จะกลายเป็นนิติบุคคลนั้นเป็นผู้รับความเสี่ยงในการละเมิดกฎหมายไป แทนที่จะเป็นตัวเจ้าของร้าน แม้ว่าจะมีบางบทบัญญัติกล่าวว่า ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของนิติบุคคล แต่ก็มีผลในทางจิตใจของเจ้าของธุรกิจมากทีเดียว เพราะชื่อที่โดนกาหัว ไม่ใช่ชื่อเจ้าของกิจการ แต่เป็นชื่อนิติบุคคล  

เรียกว่า เป็นการตัดความเสี่ยงส่วนหนึ่งไปไว้กับนิติบุคคลแทน

การจัดตั้งเป็นนิติบุคคล  โดยเฉพาะในรูปแบบริษัท จึงเป็นวิธีบริหารความเสี่ยงอย่างหนึ่งสำหรับคนที่ชอบปลอดภัยไว้ก่อน


3) ความเหมาะสมในการบริหาร

สมมุติว่าคุณเปิดร้านขายยาริมถนนหรือในซอย คุณมองแนวโน้มแล้วว่า ในอนาคต ธุรกิจจะอิงกับที่จอดรถตามไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคนี้ ที่มีรถเป็นปัจจัยที่ห้า

คุณมีแผนจะเปิดร้านในห้างบ้าง แต่จะทำอย่างไรเมื่อเงินทุนไม่พอ โดยไม่ต้องรบกวนเพื่อนฝูงพี่น้อง?

คุณอาจใช้วิธีกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือไม่ก็ชวนเพื่อนมาร่วทุน

ถ้าคุณขอกู้เงินในนามของบุคคลธรรมดา ธนาคารกลับจะให้ความเชื่อถือต่ำกว่าการขอกู้ในนามบริษัท ทั้งที่ในความเป็นจริง เรารู้แล้วว่า หากบริษัทไม่จ่ายหนี้ ธนาคารจะเข้ามาบังคับชำระหนี้ได้เพียงทรัพย์สินของบริษัท ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนเดียวของเจ้าของ ผิดกับบุคคลธรรมดาเป็นหนี้ ที่ธนาคารสามารถบังคับชำระหนี้ได้จนคนๆนั้นหมดเนื้อหมดตัวได้เลยทีเดียว แต่นี่คือแนวทางพิจารณาของสถาบันการเงินทั้งหลาย

หรือหากคุณจะชักชวนเพื่อนฝูงมาเข้าหุ้น การเป็นนิติบุคคลอย่างบริษัทจำกัด จะเป็นการแยกทรัพย์สินตัวเจ้าของกิจการ และทรัพย์สินของธุรกิจให้ชัดเจน ทำให้รู้กำไรขาดทุนที่แน่นอนของธุรกิจ การแบ่งผลกำไรในรูปปันผลจากหุ้นจึงทำได้ชัดเจน ช่วยลดเหตุแห่งความหมางใจกันจากความไม่ชัดเจนของเงิน

การจัดตั้งธุรกิจให้เป็นนิติบุคคล เป็นการเปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของร้านร่วมกันทุกคน จึงเป็นการเปิดทางให้คุณใช้กลยุทธ์ทางการบริหารที่หลากหลายมากขึ้น

เป็นต้นว่า การชักชวนการชักชวนคู่แข่งให้นำร้านมาเข้าร่วมกันเป็นนิติบุคคลใหม่ หรือการรวมร่างร้านขายยาสองร้านให้เป็นร้านเดียวสองสาขา ลดการแข่งขันกันเอง เอาสองหัวที่คอยแต่จะคิดเข่นกันเอง เป็นการร่วมกันวางแผนเดินไปข้างหน้า ลดค่าใช้จ่ายจากการสต๊อกยาที่ซ้ำซ้อน  ลดพื้นที่ในการวางจำหน่าสินค้าที่มีการขายน้อยให้เป็นหน้าที่ของสาขาใดสาขาหนึ่ง ทำให้มีพื้นที่เหลือที่จะนำสินค้าใหม่เข้ามาวางขายในร้าน   โดยที่เจ้าของร้านเดิม ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของร้านสองสาขาทั้งสองคน เพียงแต่ต้องกำหนดอำนาจในการบริหารให้ชัดเจน

บริษัทหลายแห่ง ยังนิยมให้สิทธิบุคคลากรสำคัญของธุรกิจในการถือหุ้นของบริษัท  ซึ่งวิธีนี้จะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับบุคคลากรคนนั้น เป็นการผูกบุคคลากรคนนั้นให้อยู่กับธุรกิจนานๆ ไม่ให้หนีไปไหน การให้ถือหุ้น นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของแล้ว ยังมีสิทธิได้รับเงินปันผลจากการประกอบกิจการได้กำไรของบริษัทอีกด้วย จึงเป็นกลยุทธ์ที่ระยะหลังนิยมนำมาใช้ในการบริหารงานบุคคลด้วย

คุณอาจนำวิธีนี้มาใช้ในการดึงเภสัชกรให้อยู่เป็นผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการในร้านก็ได้ ซึ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งในการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและเภสัชกรประจำร้านได้ แน่นอนว่า คุณต้องผนวกไว้เป็นเงื่อนไขลงท้ายที่ว่า หากเภสัชกรท่านนั้นจะลาออกจากร้านท่าน ต้องขายหุ้นคืนท่านในอัตราที่กำหนดไว้ เพื่อที่คุณจะได้นำหุ้นนั้นไปเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการในร้านท่านคนใหม่


นี่เป็นส่วนหนึ่งของข้อพิจารณาในการเลือกรูปแบบในการจัดตั้งองค์การของธุรกิจ ไหนๆคุณก็ต้องคิดถึงการวางแผนภาษีทั้งที ก็ย้อนคิดลึกลงไปถึงการวางรูปแบบการจัดตั้งธุรกิจที่เหมาะสมกับตัวคุณเลยแล้วกัน

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ร้านยาไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน



ในการนำเสนอผลการวิจัยเรื่องผลกระทบของประชาคมเศณษฐกิจอาเซียนต่อร้านขายยา ของท่านอาจารย์ ดร.ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมีนั้น ได้นำเสนอความสามารถที่ร้านขายยาจะต้องมี 7 สาขา คือ
1)    ระบบการสั่งซื้อรวม เพื่อให้ได้สินค้ามาในต้นทุนที่แข่งขันได้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาพร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
2)    มีระบบการขนส่งเป็นของตัวเอง เพื่อสนับสนุนระบบการสั่งซื้อรวม
3)    มีทักษะทางด้านการบริหารจัดการ
4)    มีบริการทางวิชาชีพที่มีคุณภาพ
5)    มีการสร้างโอกาสก้าวหน้าของบุคคลากร
6)    มีเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ สามารถสนับสนุนงานในข้ออื่นๆ
7)    มีเงินลงทุนที่เพียงพอ

นี่เป็นความสามารถที่ร้านยาจะต้องมี หากจะอยู่ในตลาดเดียวกันกับรายใหญ่ มุ่งหมายจะกินเค้กก้อนเดียวกันกับยักษ์

อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถต่อสู้ได้ Michel E Porter ปรมาจารย์ด้านกลยุทธ์การแข่งขัน ได้แนะนำว่า ความได้เปรียบในการแข่งขัน มี 2 อย่างคือ ต้นทุนต่ำ หรือไม่ก็ ทำให้ต่าง 

หากเราไม่สามารถขายพาราเซ็ตตามอลในราคาต่ำเท่ากับที่ชาวบ้านเขาขาย เราก็ต้องไปขายอย่างอื่นซึ่งในสายตาของผู้ซื้อมองว่าไม่เหมือนกันแทน เป็นต้นว่า ยาจันทลีลา ที่เป็นยาสามัญประจำบ้านตำรับไทยแก้ไข้ หรือ เครื่องหอมกลิ่นมะลิ เพื่อให้ผ่อนคลาย หรือกลิ่นยูคาลิปตัส แก้ไข้ แก้ปวดหัว ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้เหมือนกันบนวิถีทางที่แตกต่างกันของผู้ขาย หรือเสียงดนตรีที่ช่วยให้ผ่อนคลาย

แน่นอนว่าลูกค้ากลุ่มใหญ่ย่อมมองว่าพาราเซ็ตตามอลต่างหากที่เป็นคำตอบสำหรับเขา นั่นคือกลุ่มลูกค้าที่ใครๆก็หมายปอง ซึ่งรวมถึงยักษ์เจ้าตลาดด้วย แต่ถ้าเราไม่สามารถแข่งขันได้ในสิ่งที่เสนอให้เหมือนกัน เราก็ขายไม่ได้ เราจำเป็นต้องเบนเข็มออกไปหาสิ่งที่แตกต่างกัน การสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่สำหรับสิ่งที่เรามี แม้จะเป็นกลุ่มลูกค้ากลุ่มเล็ก แต่ตราบเท่าที่เราไม่ต้องแข่งกับเจ้าตลาด และกลุ่มลูกค้านั้นใหญ่พอที่จะพยุงธุรกิจของเราได้ มันย่อมหายใจได้ทั่วท้องกว่าการอยู่ตลาดเดียวกับยักษ์ใหญ่ที่จ้องจะฮุบทั้งตลาด นั่นคือการแบ่งส่วนการตลาดใหม่โดยเล็มๆชายขอบการตลาดที่เจ้าตลาดสยายกำลังไปครอบคลุมได้ไม่ทั่วถึงออกมาสร้างเป็นกลุ่มความต้องการใหม่ หรือส่วนการตลาดส่วนใหม่

พาราเซ็ตตามอลแม้ว่าจะดี แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบสารสังเคราะห์ ไม่ชอบกินยา ชอบผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ หรือแพ้พาราเซ็ตตามอล กลุ่มลูกค้าเหล่านี้คือชายขอบการตลาดของพาราเซ็ตตามอล หากว่าเราหาพบลักษณะร่วมของกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ และเราสามารถตอบสนองความต้องการได้ นั่นจะเป็นการหั่นเค้กจากก้อนใหญ่ออกมาเป็นก้อนย่อย สร้างเป็นตลาดใหม่ของเราเองที่ยักษ์ใหญ่ยังเอื้อมมือมาไม่ถึง

แต่เมื่อใดก็ตามที่ตลาดที่เราสร้างใหม่นี้ มันใหญ่เพียงพอที่รายใหญ่จะเคี้ยวได้เต็มคำ เราย่อมต้องรับการรุกเข้ามา แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่มีใครบอกว่า การแบ่งส่วนการตลาดสามารถทำได้แค่ครั้งเดียว เราสามารถและเล็มชายขอบการตลาดของรายใหญ่ไปได้เรื่อยๆเท่าที่เราจะมีจินตนาการ และมองเห็นโอกาสก่อน จากการแบ่งส่วนการตลาดในด้านผลิตภัณฑ์ เราอาจย้ายไปขอแชร์ตลาดในด้านพื้นที่ตั้งร้าน แบบชิดรั้วบ้านลูกค้า ถ้าไม่ซื้อก็ให้รู้ไปอะไรประมาณนั้น หรือจะไปเฉือนด้วยบริการทางวิชาชีพที่เข้าถึงใจลูกค้ามากกว่าการตะโกนต้อนรับจากหลังเคาน์เตอร์แบบแห้งแล้งตามหน้าที่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ความได้เปรียบของเราก็คือ การที่เป็นรายเล็ก มีความคล่องตัวกว่า ไม่ต้องอาศัยการตัดสินในตามลำดับขั้นอันยืดยาว เพียงแค่เถ้าแก่เห็นโอกาสก็สั่งลุยได้แล้ว อีกทั้งด้วยความเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ต้องอาศัยทรัพยากรในการหล่อเลี้ยงหน่วยงานมากนัก จึงสามารถเบียดแทรกเข้าไปในตลาดที่เล็กๆได้ ซึ่งผิดกับธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ต้องมองหาแต่ตลาดที่มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงปากท้องของทั้งหน่วยงาน

แต่ข้อเสียของรายเล็กคือ ไม่มีโอกาสให้ทำผิดพลาดมากนัก ด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่าในเชิงเปรียบเทียบ หากต้องติดแหง็กอยู่ในตลาดใดตลาดหนึ่ง หรือการบริหารผิดพลาดที่เกิดการสูญเสียใหญ่ เพียงไม่นานก็จะหมดทุน และหมดความสามารถในการแข่งขันในที่สุด ไม่สามารถยืนระยะได้นาน เปรียบได้กับทีมฟุตบอลสองทีมในลีก ที่มีทีมตัวจริงสิบเอ็ดคนแรกที่เก่งพอๆกัน แต่ทีมที่จะไปได้ดีกว่า คือทีมใหญ่ที่มีนักฟุตบอลตัวสำรองที่ฝีเท้าดีไว้คอยสลับเปลี่ยน แม้ว่าจะยังไม่ได้ลงเล่น ก็ส่งผลต่อทีมด้วยการทำให้ทีมกล้าเสี่ยงที่จะเล่น ที่จะบาดเจ็บเพราะมีกำลังทดแทนที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน ซึ่งต่างจากทีมเล็ก

ในความคิดของผม ทักษะที่จำเป็นในการทำธุรกิจร้านยานั้น มี 2 อย่าง คือทักษะทางด้านวิชาชีพ และทักษะทางด้านการบริหารจัดการ

ทักษะทางด้านวิชาชีพสำหรับร้านขายยา ก็คือทักษะในศาสตร์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับสุขภาพตั้งแต่เภสัชศาสตร์ โภชนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬา แพทย์แผนไทย แพทย์แผนทางเลือกต่างๆ เป็นต้น ยิ่งมีทักษะมากเท่าไหร่ ก็เหมือนกับมีอาวุธมากเท่านั้นที่เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสินค้าและบริการในร้านของเรา ตราบเท่าที่ใบอนุญาตขายยาของเรายังครอบคลุมถึง

อย่างไรก็ตาม การมีอาวุธดี และหลากหลาย ไม่ได้รับประกันถึงผลสำเร็จเสมอไป ร้านที่เก่งที่สุดในศาสตร์ด้านนั้นๆ ไม่แน่ว่าจะอยู่รอดในธุรกิจ แบบเดียวกับสินค้าที่ดีที่สุดในตลาดต้องปิดกิจการก่อนเพื่อน มีให้เห็นถมเถไป

ความสามารถในการนำทักษะทางด้านวิชาชีพเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจต่างหากที่จะช่วยส่งเสริมให้ความรู้ที่มีอยู่ส่งประกายยิ่งขึ้น เปรียบได้กับดาบวิเศษในมือเด็กน้อย ย่อมไม่เกิดอันตรายกับคู่ต่อสู้เท่ากับลูกเบสบอลธรรมดาในมือของพิทเชอร์ นักขว้างลูกเบสบอล

การนำทักษะทางด้านวิชาชีพไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ ก็คือทักษะในการบริหารจัดการธุรกิจนี่เอง หากในร้านใดที่มีผู้ชำนาญการทั้งสองด้าน ก็เหมือนกับจอมยุทธ์ถือดาบวิเศษ แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่า ร้านนั้นจะเก่งกาจที่สุด แต่สามารถบอกได้ว่า ตราบใดที่ร้านนั้นไม่ยอมแพ้ไปเอง ร้านนั้นจะเป็นร้านที่ล้มหายตายจากไปช้าที่สุด

ทักษะในด้านบริหารจัดการมีหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารทั่วไป การตลาด การเงิน บริหารงานบุคคล การวางแผนกลยุทธ์ ฯลฯ เยอะแยะไปหมด

เราไม่จำเป็นต้องรู้ให้ครบ ท่องจำทุกทฤษฎีการบริหารให้เข้ามาอยู่ในหัว เพราะการมีความรู้ไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการนำไปใช้ รู้แค่พอรู้ แล้วนำไปใช้จริง ทำไปหาความรู้เพิ่มเติมไป แค่รับรู้ว่าเรามีเครื่องมือในการนำพาธุรกิจร้านขายยาของเราไม่น้อยกว่าสองอย่างนี้ แล้วใช้ให้สอดคล้องประสานกัน เหมือนกับขาสองข้างที่ต้องช่วยกันค้ำยันร่างกายไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเดินหรือวิ่ง ไม่ใช่ด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนศักยภาพผู้ประกอบการร้านยา NANO MBA ที่สมาคมร้านขายยาจัดขึ้นมาแล้ว 3 รุ่น และกำลังจะเปิดรับสมัครรุ่นที่สี่ในเดือนกรกฎาคม

หลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านยาที่สมาคมร้านขายยาจัดขึ้น เป็นหลักสูตร 36 ชั่วโมง ใน 6 สัปดาห์ เพื่อให้ความรู้ด้านบริหารจัดการแก่ผู้ประกอบการ เมื่อเทียบความรู้ 36 ชั่วโมงกับความรู้ด้านบริหารจัดการทั้งโลกแล้ว ถือว่าความรู้ในหลักสูตรนี้เล็กน้อยมาก

แต่อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ให้มากที่สุด เพียงแค่รู้เท่าที่จำเป็น รู้ว่ามีขาอยู่สองข้าง รู้ว่าจะใช้งานมันได้อย่างไร ที่เหลือก็ไปฝึกไปค้นหาเองในระหว่างที่ทดลองเดิน ถึงเราจะไม่รู้ว่าขาแต่ละข้างมีกล้ามเนื้อกี่มัด มีเส้นเลือดกี่เส้นเราก็สามารถเดินได้ไม่ใช่หรือ

หลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านยาของสมาคมร้านขายยาจัดขึ้น มิได้มุ่งหวังเพียงให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ความรู้ด้านบริหารจัดการเท่านั้น หากแต่ยังได้ออกแบบหลักสูตรให้ผู้เข้รับการอบรมได้เพื่อนได้สังคมของกลุ่มผู้ประกอบการด้วยกันเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกัน


ติดต่อเพื่อขอข้อมูลหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการร้านยา รุ่น 4 ได้ที่สมาคมร้านขายยา 

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทิศทางธุรกิจร้านขายยา 2556



ร้านขายยาเป็นธุรกิจค้าปลีกประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ หากพิจารณาตัวอย่างจากร้านขายยาในต่างประเทศ จะเห็นได้ชัดถึงความเป็นธุรกิจค้าปลีก ที่มีสินค้าอย่างอื่นที่ไม่ใช่เพียงแค่ยาให้ลูกค้าได้หยิบได้เลือกซื้อ

ทิศทางความเจริญเติบโตของธุรกิจค้าปลีกต่างๆ ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นสำคัญ หากในช่วงใดที่เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี ผู้บริโภคจะรัดเข็มขัดลดการใช้จ่ายในสินค้าสิ้นเปลืองลงก่อน แต่ถ้าเศรษฐกิจเฟื่องฟู การคาดการณ์อนาคตของผู้บริโภคเป็นไปในทิศทางบวก ผู้บริโภคจะกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น สินค้าสิ้นเปลือง รวมไปถึงสินค้าปัจจัยสี่ที่เน้นคุณภาพมากขึ้นจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้นไปตามระดับฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

ในปี 2556  เศรษฐกิจของสหรัฐ และกลุ่มยูโรโซน ยังประสบวิกฤติอยู่ การส่งออกจากไทยไปยังประเทศเหล่านี้ซึ่งเคยมีกำลังซื้อสูง จึงไม่สามารถเพิ่มมูลค่าการค้าได้มากนัก รัฐบาลจึงต้องหวังพึ่งการใช้จ่ายในประเทศเป็นตัวกระตุ้น GDP โดยใช้โครงการประชานิยมต่างๆ เป็นต้นว่า โครงการรับจำนำข้าว โครงการค่าแรงสามร้อยบาททั่วประเทศ

โครงการประชานิยมเหล่านี้ เป็นการยัดเงินใส่มือประชาชน ซึ่งก็คือลูกค้าของธุรกิจร้านขายยาด้วย ทำให้ลูกค้ามีกำลังซื้อมากขึ้น

นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะต้องหวังพึ่งการท่องเที่ยว โดยดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายเงินภายในประเทศไทย จะทำให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนภายในประเทศมากขึ้น ยิ่งเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศ

การที่ประชาชนมีเงินมากขึ้น ทำให้การใช้จ่ายเงินง่ายขึ้น จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะซื้อในเชิงคุณภาพที่สูงขึ้น กินอาหารที่ดีขึ้น ซื้อสินค้าที่คุณภาพดีขึ้น จากที่ให้ความสำคัญเพียงแค่อยู่รอด ก็จะยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้นมาถึงความสุขสบาย ต้องการคุณภาพที่ดีของการใช้ชีวิต

การเติบโตทางเศรษฐกิจมีทิศทางการขยายตัวออกสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น เมืองจะโตมากขึ้น โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่และเมืองชายแดนที่จะโตตามการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ประชาชนจะผ่านข้ามแดนเพื่อซื้อหาสินค้า

แม้ว่าเมืองในต่างจังหวัดจะมีการเติบโตตามระดับเศรษฐกิจ แต่ระดับเศรษฐกิจและการเติบโตในแต่ละเมืองไม่เท่ากัน ระดับของความต้องการของคนส่วนใหญ่ในเมืองนั้นๆจึงไม่เหมือนกันด้วย เมืองใหญ่ของภูมิภาคเช่นนครราชสีมา พิษณุโลก ประชาชนมีกำลังซื้อสูง มีความต้องการใกล้เคียงกับกรุงเทพ ต้องการสิ่งที่มีความเป็นพิเศษมากขึ้น ราคาเป็นปัจจัยในการเลือกลดลง ส่งผลต่อแนวความคิดในการบริหารธุรกิจค้าปลีกทั้งในเรื่องการเลือกสินค้าขึ้นชั้นวางเพื่อขาย และการจัดกิจกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

การส่งเสริมการตลาดด้วยการส่งเสริมการขาย ไม่ได้ผลดีเท่ากับการการทำ Layalty Program ที่สร้างความจงรักภักดีต่อร้าน ทำให้ลูกค้าอยู่กับร้านเราให้นานที่สุดและมากที่สุด ในทางการค้าปลีก จะให้ความสำคัญกับราคาน้อยลง แต่จะเพิ่มความสะดวก และความตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ

ในด้านสุขภาพ ปริมาณเงินในมือผู้บริโภคที่มากขึ้น ทำให้ความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของแต่ละบุคคล เกิดการยกระดับความต้องการจากเพียงแค่ยาในฐานะที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ เพื่อให้หายจากการเจ็บป่วย ไปสู่ความต้องการที่จะป้องกันการเจ็บป่วย มีอายุยืนยาว สมองดี ไปจนถึงให้ความสนใจกับความสวยความงาม หน้าตาดี

โอกาสของร้านขายยาในปี 2556 จึงขึ้นอยู่กับการจัด Assortment ให้เข้ากับปัจจัยทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากปีที่ผ่านมา ซึ่งก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ด้วย

จากที่กล่าวมาแล้วว่า ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่ยา และจะมีกำลังซื้อมากขึ้นด้วย การจัดส่วนผสมของสินค้าบนชั้นวางให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า โดยมองถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปในปีหน้าประกอบด้วย เพื่อรองรับความต้องการใช้จ่ายเงินของลูกค้าที่จะเข้าร้าน

การเลือกสินค้าเข้าร้าน จึงต้องมีเหตุผล โดยวางความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของร้านเป็นหลัก หากเป็นร้านขายยาในเมืองใหญ่ ก็ควรมีกลุ่มสินค้าที่เป็นสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น อาจเน้นในเรื่องความงาม หรืออาจจะไปถึงขั้นการเป็น Specialty Store หรือการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับร้านของตัวเองให้แตกต่างจากร้านขายยาทั่วไป

การเลือกเป็น Specialty Store เป็นร้านขายยาที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน ที่เจาะกลุ่มลูกค้าขนาดเล็กลง  แต่ใหญ่พอที่จะอยู่รอดได้ นอกจากจะเป็นการใช้กลยุทธ์สร้างความแตกต่างเพื่อเสริมความได้เปรียบในการแข่งขันของร้านแล้ว ยังเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหญ่ในการเข้าสู่ธุรกิจอีกด้วย เพราะขนาดของกลุ่มลูกค้า จะไม่ใหญ่มากพอให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาหาประโยชน์ได้เพียงพอ หรือเรียกได้ว่า เค้กก้อนเล็กเกินกว่าที่รายใหญ่จะกินได้อิ่ม

มีปรากฎการณ์อีกสองสามอย่างที่ร้านขายยาควรให้ความสนใจติดตาม เพราะจะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกค้าที่จะเปลี่ยนแปลงไป

อย่างแรกก็คือความเฟื่องฟูของโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อผนวกเข้ากับความสามารถของโทรศัพท์มือถือยุคใหม่ที่เรียกว่าสมาร์ทโฟน Smart phone ซึ่งมีความสามารถมากขึ้นจนคล้ายๆกับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถพกติดตัวได้แบบโทรศัพท์มือถือ และมีจำนวนผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของร้านค้าปลีกต่างๆ ไม่ใช่คนรุ่นคุณปู่คุณย่า ที่เป็นเจ้าของเงินก้อนมหาศาล หากแต่ เป็นคนรุ่นหลานๆที่อยู่ในวัยเรียน และมีอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มชีวิตทำงาน แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะหาเงินได้น้อย แต่มีกำลังซื้อสูงจากการเป็นหลานปู่หลานย่า คุณปู่คุณย่าแม้จะมีเงินมากจากการอดออมเพราะเคยผ่านยุคของความยากลำบากมาก่อน แม้จะไม่ยอมตามใจตัวเองในการใช้จ่ายเงิน แต่คนรุ่นนี้มักจะตามใจหลาน

การเลือกกลุ่มเป้าหมายอาจต้องคำนึงถึงเรื่องของความยากง่ายในการตัดสินใจซื้อสินค้าด้วย นอกเหนือไปจากเหตุผลเรื่องความสามารถในการหาเงิน

ชีวิตออนไลน์ เป็นชีวิตที่สองของคนกลุ่มนี้ หากร้านของคุณต้องการคนกลุ่มนี้เป็นลูกค้า ก็ต้องคิดถึงการนำธุรกิจเข้าสู่โลกออนไลน์ด้วย ไม่ว่าจะวางตัวเองเป็นแหล่งข้อมูล หรือไปถึงการเป็นร้านค้าออนไลน์ก็ตาม

ในปี 2556 ประเทศไทยน่าจะมี 3G ที่ทำให้การใช้งานอินเตอร์เนตรวดเร็วขึ้น น่าจะส่งผลให้ความนิยมในการค้าออนไลน์โตมากขึ้น เพราะสีสันจากลูกเล่นที่มากขึ้นของ application ออนไลน์ต่างๆ จะช่วยดึงดูดทั้งลูกค้าและธุรกิจเข้ามาในโลกออนไลน์

อีกปรากฎการณ์ก็คือ การมีรถยนต์ส่วนตัวของชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจจึงต้องสามารถรองรับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวของลูกค้าได้ การหาทำเลเปิดร้าน จากเดิมที่อิงจำนวนคนในละแวกใกล้เคียง ก็จะหันมาอิงกับที่จอดรถ หากไม่สามารถสร้างที่จอดรถของธุรกิจเอง ก็ต้องเปิดร้านใกล้ที่จอดรถ

นี่เป็นการคาดการแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับร้านขายยาในปี 2556 หรือ สองปีก่อนการเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกให้ย้ายศูนย์มาสู่ซีกโลกตะวันออก

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำเป็นทุกอย่าง ทำได้ แต่อย่าได้ทำเองทุกอย่าง



นานมาแล้ว ผมเคยทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าหัตถกรรม ให้กับผู้ส่งออก ตอนนั้น เรามีแผนที่จะขายตรงไปถึงผู้ซื้อปลีกที่อยู่ต่างประเทศ เพราะสินค้านี้ต้นทุนผลิตของเราแค่ไม่กี่บาท แต่ราคาขายปลีกที่สหรัฐอยู่ที่หลายยูเอสดอลล่าร์  ถ้าเราสามารถตัดตัวกลาง คือผู้ส่งออกที่จ้างเราผลิตและห้างค้าปลีกที่เป็นผู้นำเข้าในประเทศสหรัฐออกไป เราก็จะเป็นผู้เก็บกำไรส่วนนั้นไว้เอง

แผนก็คือ เราต้องมีเวบสำหรับขายสินค้า และโปรโมทเวบเราไปถึงผู้ซื้อ

ด้วยความที่คิดว่าเราทำเองได้ ผมจึงเขียนเวบเอง ใช้เวลาทำเกือบสามเดือน แล้วจึงมาเริ่มทำการตลาด  ซึ่งก็ต้องมาศึกษาการตลาดบนอินเตอร์เน็ต เพราะการตลาดบนอินเตอร์เน็ตนั้น จะไม่เหมือนกับการตลาดบนโลกแห่งความเป็นจริงเลยเสียทีเดียว เครื่องมือต่างๆ ไม่เหมือนกัน แม้ว่าหลักการจะคล้ายกัน ก็ต้องมาศึกษาทำความเข้าใจกับมันใหม่ อะไรที่เราทำได้ ผมจะพยายามทำเองทั้งหมด

เรียกว่า ตอนนั้นโอกาสที่ใครจะได้เงินจากผมนั้นยากเต็มที

แต่แล้ว ก่อนที่งานจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ผู้ว่าจ้างให้เราผลิตสินค้าให้ ก็ได้ยกเลิกแผนการจ้างคนนอกผลิต เราถูกเขาตัดออกจากแผนของเขา ก่อนที่เราจะได้มีโอกาสตัดเขาไปตามแผนของเรา

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ รายรับทั้งหมด หายไปเฉยๆ 
ก็เจ๊งสิครับ

บทเรียนครั้งนั้น มันสอนว่า ถึงเราจะทำงานหลายๆอย่างได้ แต่เราก็ไม่ควรทำงานเหล่านั้นทุกๆอย่างด้วยตัวเอง เราควรเลือกทำเพียงบางอย่างที่ส่งผลต่อยุทธศาสตร์ของเรามาก

มีสาเหตุหลายอย่างที่เราไม่ควรทำอย่างนั้น

อย่างแรกก็คือ ในโลกการแข่งขันทางธุรกิจทุกวันนี้ แข่งกันที่ความเร็ว โดยเฉพาะความเร็วในการสร้างความเชื่อมั่น (speed of trust)

ถ้าคุณสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ามีต่อร้านของคุณได้เร็วกว่า ร้านคู่แข่งก็จะหมดโอกาสได้เงินจากลูกค้ารายนั้น แต่ถ้าคู่แข่งเร็วกว่า คุณก็จะเป็นฝ่ายอดเสียเอง

อย่างที่สองก็คือ ในยุคที่ความรู้ท่วมโลกเช่นนี้ คุณจะพบว่า มีความรู้ใหม่ๆในสาขาหนึ่งๆเกิดขึ้นเยอะ และเร็วมาก ความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ จะถูกนำไปต่อยอด ขยายความ หรือแม้กระทั่งหักล้าง อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดไป พอถึงวันพรุ่งนี้ มันก็จะกลายเป็นความรู้เก่า ที่รับรู้และถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายแล้ว

หากคุณติดตามไม่ทันคุณก็เอ๊าท์ out ถ้าคุณจะ out ในเรื่องไม่สำคัญ หรือนานๆที ก็พอทน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่คุณควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ คุณจะสูญเสียความน่าเชื่อถือไป

การที่เราจะเก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงต้องอาศัยการทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งนั้นอย่างเพียงพอ

การแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ แล้วกระจายให้หลายๆคนช่วยกันทำ ย่อมเสร็จได้เร็วกว่า และได้ผลงานที่ดีกว่าทำด้วยตัวคนเดียว การมุ่งเพียงความประหยัดด้วยการทำเอง อาจหมายถึงความสูญเสียที่มากกว่า

ต้นทุนต่ำ ไม่สำคัญเท่ากับศักยภาพ การลดต้นทุนกี่แสนกี่ล้าน ก็ไม่สำคัญเท่ากับการเพิ่มผลลัพทธ์ที่ได้ของเงินแต่ละบาทที่ต้องเสียไป ให้สูงที่สุด 

สิ่งนี้มักเป็นความเข้าใจผิดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการหัวอนุรักษ์นิยม แบบที่ผมเคยเป็น