เราคุยกันมาตั้งแต่เรื่องงานสามอย่างของธุรกิจที่หมุนเวียนกันมาประทุ เพื่อให้เราแก้ไข คือ
๑) ศักยภาพของรูปแบบธุรกิจ,
๒) ทุนหมุนเวียนที่เพียงพอ และ
๓) รูปแบบการบริหารที่เหมาะสม
ตราบเท่าที่เรายังดำเนินธุรกิจอยู่ เราก็ต้องคอยจัดการแก้ปัญหากับเรื่องทั้งสามนี้ ซึ่งปัญหาของร้านขายยาส่วนใหญ่ที่เปิดมาเป็นเวลามากกว่ายี่สิบปี มักจะเป็นเรื่องของรูปแบบธุรกิจที่ไม่มีศักยภาพ
มาจนถึงโมเดลการวิเคราะห์ศักยภาพธุรกิจ จากทฤษฎีธุรกิจ ซึ่งมีในทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรืออาจจะเป็นเพียงแค่แนวความคิดในหัวก็ตาม ซึ่งจะประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ๆ คือ
๑) สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆของธุรกิจของคุณ,
๒) ภารกิจที่วางไว้ และ
๓) ความสามารถหลักที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุภารกิจนั้น
หากว่า ทั้งสามส่วนนี้มันไม่สอดคล้องกัน และไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแวดล้อม ก็เป็นไปได้ว่า ทฤษฎีธุรกิจชุดที่คุณใช้อยู่นั้น อาจจะหมดอายุการใช้งานแล้ว ซึ่งก็ถึงเวลาแล้วที่คุณจะมองหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆมาใช้กับธุรกิจของคุณ หากว่าคุณยังต้องการอยู่ในโลกธุรกิจต่อไป
คราวนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องของการทำให้ธุรกิจของคุณมีศักยภาพมากขึ้น
ในทางธุรกิจ เราถูกจ้าง (หรือลูกค้าจ่ายให้เรา) เพื่อให้เราเพิ่มมูลค่า ให้กับวัตถุดิบนำเข้า (หรือ input นั่นเอง ซึ่งก็หมายความรวมถึงสิ่งที่จับต้องได้เช่น ก้อนแร่เหล็ก เอามาทำเป็นตัวถังรถ หรืออาจจะหมายถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างบริการก็ได้ เช่นสมัยนึงที่โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย มีคนนำบริการโทรศัพท์มือถือ มาให้เช่าใช้โทรจากสถานที่ที่ไม่มีระบบโทรศัพท์พื้นฐานอื่นให้บริการ บริการของระบบโทรศัพท์มือถือ เป็นวัตถุดิบนำเข้า (input) การนำมาให้เช่าใช้บริการต่อในสถานที่ขาดแคลนระบบโทรศัพท์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบริการเดิม) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เป็นที่ต้องการของลูกค้า ปริมาณเงินที่เราจะได้ มาจากคุณค่าเพิ่มที่เราใส่ลงไปให้กับวัตถุดิบนำเข้า (ซึ่งคุณค่าเพิ่มนี้ ต้องเป็นคุณค่าในสายตาของลูกค้า ไม่ใช่ปริมาณเงินลงทุนที่เราเทให้กับธุรกิจ) หรือถ้าจะเขียนเป็นสมการของกำไรได้ว่า
กำไร = มูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ในสายตาของลูกค้า – ต้นทุนของเราเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภันั้น
ยกตัวอย่างเช่น ชาวสวนยางกรีดยางได้น้ำยางไปขาย ผู้รับซื้อน้ำยางดิบ นำน้ำยางนั้นมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน ขายต่อให้กับผู้ส่งออกที่ทำหน้าที่รวบรวมปริมาณยางให้ได้ตามที่ผู้ซื้อในต่างประเทศต้องการ ภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้และทำกระบวนการเกี่ยวกับเอกสารส่งออก เพื่อขายต่อให้กับผู้ผลิตยางรถยนต์ที่ต้องวิจัยและพัฒนาให้ได้ยางรถยนต์ที่เหมาะกับรถยนต์ในแบบและรุ่นที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการ
จากผืนดินว่างเปล่า เกิดเป็นต้นยางพารา จนกระทั่งเป็นยางรถยนต์ ได้ผ่านกระบวนการเพิ่มคุณค่าของผู้ประกอบการลักษณะต่างๆมาเป็นเส้นทาง เราอาจเรียกเส้นทางเดินของการเพิ่มคุณค่าเช่นนี้ได้ว่า ห่วงโซ่แห่งคุณค่า Value Chain
ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการแต่ละทอดจะได้รับนั้น มาจากการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ หากการเพิ่มคุณค่านั้น ในสายตาของลูกค้าในทอดนั้นเห็นว่ามีคุณค่ามาก ประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ประกอบการทอดนั้นจะได้รับ ก็จะมีมูลค่าสูงตามไปด้วย
ดังนั้น กล่าวได้ว่า ใครจะได้รับประโยชน์ตอบแทนมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสำคัญของการเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุดิบนำเข้า บนห่วงโซ่แห่งคุณค่านี้
ในความเป็นจริง ห่วงโซ่คุณค่าของยางนั้น ยังมีผู้เล่นรายเล็กรายน้อยอีกมากมาย เป็นต้นว่า คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ขายบริการโดยช่วยพาคนกรีดยางที่ขับรถจักรยานยนต์เองไม่เป็นไปกรีดยางในสวนยางทุกๆเช้า ไปจนถึงบริการขนส่งยางแผ่นออกจากประเทศทั้งทางเรือ และทางอากาศไปจนถึงมือผู้นำเข้า หรือโรงงานผลิตยางรถยนต์ แต่ละฝ่าย ต่างมีส่วนในห่วงโซ่ของธุรกิจยางในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพียงแต่ ไม่ได้มีความสำคัญมากมายในห่วงโซ่นี้ (ส่วนบริการขนส่งยางลงเรือหรือใส่เครื่องบินไปส่งให้ลูกค้า ความจริงมีความสำคัญต่อธุรกิจ แต่ในที่นี้ปัดออกไปชั่วคราว เพราะจะได้เน้นที่ตัวผลิตภัณฑ์ยางให้เห็นชัดๆ)
ตรงนี้ คุณคงจะเห็นแล้วว่า ความสำคัญของคุณ ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเป็นคนของใคร หากแต่อยู่ที่ว่า คุณทำประโยชน์อะไรบนห่วงโซ่ของธุรกิจของคุณ
นายมา คนปลูกยางอาจจะบอกว่า ถ้าไม่มีน้ำยาง ที่ไหนจะโรงงานจะมียางแผ่นไปขายให้ผู้ส่งออกส่งไปให้ทำยางรถยนต์ล่ะ แต่โรงงานทำยางแผ่นจะบอกว่า ถ้าไม่มีน้ำยางจากนายมา เขาก็สามารถรับซื้อน้ำยางจากนายมาห์มูดได้ ผู้ส่งออกก็เช่นกัน ถ้าโรงงานยางแผ่นรมควันของนาย ก. เล่นตัว หรือโก่งราคา เขาก็สามารถไปซื้อจากโรงงานของนาย ข. แทนได้ แต่ถ้าปริมาณสั่งซื้อจากต่างประเทศมีมากกว่าปริมาณยาง ที่นาย ข.มี ผู้ส่งออกก็จะต้องหันกลับมาฟังข้อเสนอของนาย ก.อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะซื้อก็ต่อเมื่อ คุณค่าที่เขาจะได้รับจากสินค้า(หรือบริการ) ที่ซื้อ สูงกว่าราคาที่เขาต้องจ่าย
ดังนั้น เพื่อให้ลูกค้าซื้อสินค้าของตน ผู้ขายมีทางเลือกสองทางก็คือ ๑) สร้างคุณค่าที่ผู้ซื้อจะได้รับให้มาก หรือ ๒) ทำราคาขายที่ผู้ซื้อต้องจ่าย ให้ต่ำ
ผู้ส่งออกจะซื้อยางจากโรงงานนาย ก. ก็ต่อเมื่อเขาจะขายต่อให้กับโรงงานผลิตยางรถยนต์ในต่างประเทศได้ในราคาที่สูงกว่าราคารับซื้อบวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆเพื่อส่งยางนั้นไปถึงมือผู้รับ แต่การที่ราคาที่นาย ก.ขายให้กับผู้ส่งออกจะต่ำกว่าคุณค่าที่ผู้ส่งออกจะได้รับก็ตาม ผู้ส่งออก ก็ยังมีทางเลือกอื่น เช่นซื้อจากโรงงาน นาย ข. หากว่า โรงงานนาย ข. เสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าโรงงานนาย ก. และปริมาณมีเพียงพอที่ผู้ส่งออกต้องการ เช่นนี้ การที่คุณค่าที่ผู้ส่งออกได้รับ สูงกว่า ราคาที่ผู้ส่งออกต้องจ่าย จึงเป็นเพียงเงื่อนไขขั้นแรกเท่านั้น
หากว่า โรงงานนาย ก. ต้องการจะขายสินค้าให้ได้ จึงต้องมีอะไรให้กับผู้ส่งออกมากกว่านี้ สินค้าของโรงงานนาย ก. จึงจะแข่งขันได้ในท้องตลาด
สิ่งที่นาย ก.ต้องมีสำหรับการขายของที่เหมือนกันเด๊ะก็คือ ราคาต้องถูกกว่า โรงงานนาย ข. ถ้าหากว่าราคาไม่ถูกกว่า โรงงานนาย ก. ต้องทำให้สินค้าของตนต่างออกไปจากโรงงานที่ขายถูกกว่า เพื่อที่จะได้ไม่ถูกนำมาเปรียบเทียบราคากัน
หรือบอกได้อีกอย่างว่า การที่เราจะได้เปรียบในการแข่งขัน มาจากสองสิ่งคือ ราคาต่ำ หรือไม่ก็ ทำให้แตกต่างออกไป
ในเรื่องการทำราคาให้ถูกกว่า ผมคงจะไม่เอามาพูดในที่นี้ เพราะทุกวันนี้ ร้านขายยาก็พยายามทำราคาให้ “ถูกกว่า” กันอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ใช่การได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริง เพราะการได้เปรียบนี้ จะต้องเริ่มต้นที่การมีต้นทุนที่ถูกกว่า แล้วจึงสะท้อนออกมาที่ราคาขาย ซึ่งผมคงจะไม่ช่วยแก้ให้คุณมีต้นทุนที่ถูกลงไปกว่านี้ เพราะนั่นยังไม่ใช่ปัญหาของร้านขายยาส่วนใหญ่ในเวลานี้
แค่นี้ก็ตัดราคาขายกันจนจะแย่อยู่แล้วนิ
ตลาดแถวบ้านผมมีร้านขายไก่ทอดอยู่หลายเจ้า เนื้อสะโพกทอด ราคาชิ้นละสิบกว่า ถึงยี่สิบบาท แล้วทำไมผมถึงต้องถ่อร่างไปกินไก่ทอด KFC ที่ราคาชิ้นละสามสี่สิบบาท หรือทำไมบางคนต้องดั้นด้นไปกินหอยทอดที่ราชวัตร ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ที่สวนมะลิ หรือ กินโดนัทที่ร้านมิสเตอร์โดนัท หรือดังกิ้นโดนัท แทนที่จะซื้อที่ร้านข้างบ้าน วงละห้าบาทเอง
นั่นเพราะผู้ประกอบการเจ้าดังๆเหล่านั้น ทำให้ลูกค้าของเขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มันไม่เหมือนกัน ซึ่งคือความแตกต่างนั่นเอง และความแตกต่างนี่เอง มักเป็นที่มาของราคาส่วนเกินกว่าราคาทั่วไปของสินค้าที่เหมือนกัน ก็ในเมื่อ KFC ไม่ใช่ไก่ทอดธรรมดา จึงไม่ต้องตัดราคาแข่งกับใคร KFC สามารถกำหนดราคาขายที่สูงกว่าราคาไก่ทอดในตลาดได้
หากว่าคุณสามารถทำให้ลูกค้าเห็นได้ว่า สินค้า(หรือบริการ)ของคุณแตกต่างออกไป คุณก็สามารถเป็น KFC ของธุรกิจร้านขายยาได้เช่นกัน
แม้แต่สินค้าที่เหมือนกันเด๊ะอย่างข้าวสาร ก็ยังสามารถสร้างความแตกต่างได้เลย แล้วทำไมพาราเซ็ตตามอลของคุณถึงจะทำให้แตกต่างจากพาราเซ็ตตามอลของร้านอื่นบ้างไม่ได้
ครั้งนึง ผมไปดูหนัง พอซื้อตั๋วเสร็จ ก็เกิดหิวน้ำในเวลาที่หนังกำลังจะฉาย จึงได้ซื้อน้ำเปล่าขวดนึงที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของโรงหนังนั้น ผมต้องจ่ายไปยี่สิบห้าบาท ในขณะที่หากผมยอมเสียเวลาเดินไปซื้อที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ห่างออกไปนิดนึง ผมจะต้องจ่ายเพียงแค่เจ็ดบาท หรือถ้าเป็นยี่ห้อเดียวกับเป๊ะ ก็อาจจะเป็นสิบหรือสิบสองบาท ซึ่งยังไงก็ไม่ถึงยี่สิบห้าบาทที่ผมจ่ายไปอยู่ดี
ทำไมน้ำเปล่าของโรงหนังถึงแพงกว่าปกติ ?
นั่นเป็นเพราะในความเป็นน้ำเปล่าเหมือนกัน มีความแตกต่างเจืออยู่ ความแตกต่างอาจอยู่ที่การตั้งกฎเกณฑ์ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกเข้าไปในโรงหนังนั้น(มีบางโรงภาพยนต์ตั้งกฎเกณฑ์ทำนองนี้ แต่ไม่ใช่ทุกที่) แต่ในกรณีของผม ความแตกต่างอยู่ที่ความสะดวก หากผมจะเสียเวลาอีกสิบนาทีเพื่อเดินออกไป หยิบน้ำ แล้วมารอเข้าคิวเพื่อจ่ายเงินในซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมอาจจะพลาดการดูหนังไปช่วงนึง ซึ่งมันหมายการสูญเสียความสุขในการดูหนังไปมากพอสมควร
กรณีนี้ เราจึงบอกได้ว่า ทำเลที่ตั้งร้านค้า เป็นบ่อเกิดแห่งความแตกต่างได้ ซึ่งบ่อที่จะเกิดความแตกต่างนี้ ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งจะขอยกยอดไปกล่าวต่อในคราวหน้า
วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
นิยามปัญหา : จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา
ในการเริ่มต้นแก้ปัญหา สิ่งสำคัญก็คือคุณต้องนิยามปัญหาออกมาเป็นถ้อยคำให้ครอบคลุม ชัดเจน ลึกซึ้ง และตรงกับปัญหาจริงๆ
เหตุผลที่ต้องระบุออกมาเป็นถ้อยคำ เพราะมันเป็นง่ายกว่าที่คุณจะจับสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยอายตนะมากกว่าหนึ่งทางมาพิจารณาอย่างละเอียด หากมันเป็นเพียงปัญหาที่วนเวียนในหัวของคุณ มันง่ายมากที่คุณจะพลัดหลงกับมันในระหว่างการสำรวจปัญหา แต่เมื่อคุณได้เขียนปัญหาไว้ชัดเจน อย่างน้อย สายตาของคุณก็จะช่วยตรึงความคิดของคุณไว้กับปัญหาได้อีกทางหนึ่ง
การที่คุณระบุปัญหาออกมาเป็นถ้อยคำที่ชัดเจน ยังช่วยในการตรวจสอบย้อนกลับในขั้นต่อๆไปของการวางแผนได้อีกด้วย เช่นเมื่อคุณได้แผนออกมาแล้ว คุณสามารถที่จะคาดการณ์คร่าวๆถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากแผนนั้น เมื่อเทียบกับปัญหาที่คุณเขียนไว้อย่างชัดเจนแล้ว แผนนั้นพอจะสามารถแก้ปัญหาของคุณได้จริงหรือไม่ นั่นจะบอกถึงความใช้การได้ของแผน
ปัญหาที่ได้รับการนิยามอย่างดี ถือว่าได้รับการแก้ไขไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่การที่คุณจะนิยามปัญหาได้ครอบคลุมจุดที่เป็นปัญหาจริงๆนั้น จะต้องอาศัยการสำรวจปัญหาให้รอบด้านเสียก่อน
เทคนิคหนึ่งที่อาจนำมาใช้เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงของคุณก็คือ ให้คำจำกัดความของปัญหาเสียก่อน จากนั้นให้ถามตัวเองว่า ทำไมปัญหาของคุณจึงเป็นปัญหา แล้วถามต่อไปถึงเหตุของปัญหาของคุณว่า ทำไมมันถึงเป็นปัญหาอีก ถามอย่างนี้ให้ลึกลงไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้ จะทำให้คุณเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งมากขึ้น
เมื่อคุณรู้สึกคับข้องใจในการประกอบการ รู้สึกว่ามีปัญหารบกวนใจ คุณไม่อาจปล่อยให้มันจบเพียงแค่ความรู้สึกคับข้องใจที่ค้างคาใจคุณ คุณควรสำรวจลึกลงไปว่า ความคับข้องใจของคุณนั้นมากจากปัญหาในเรื่องใด สำรวจให้รอบด้าน ให้แน่ใจว่าคุณมองปัญหาของคุณในหลายๆมุม และลึกมากพอ
ผู้ประกอบการร้านขายยารายหนึ่งอาจพบว่า เขามีปัญหาเรื่องการมีเภสัชกรประจำร้านตามกฎหมาย ความต้องการเริ่มแรกของเขาอาจเป็นว่า ทำอย่างไรถึงจะแก้กฎหมายในเรื่องนี้
เมื่อเขาให้คำจำกัดความของปัญหาของเขาว่า “การไม่สามารถมีเภสัชกรอยู่ประจำร้านตามกฎหมายได้” เขาอาจตั้งคำถามว่า ทำไมการมีเภสัชกรประจำร้านตามกฎหมาย จึงเป็นปัญหาสำหรับเขา คำตอบอาจเป็นว่า เพราะเขาไม่มีความสามารถจ่ายค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาด
ถามต่อไปว่า ทำไมเขาจึงไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาด คำตอบอาจเป็นว่า เพราะร้านเขาขายไม่ดีขนาดนั้น ลำพังเพียงแค่ค่าตัวเขา รายได้ที่หามานี้ ยังไม่พอเลย ในขณะที่ค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาดนั้น สูงกว่าค่าจ้างบุคลากรอื่นในท้องตลาดมาก
คำตอบนี้อาจแบ่งได้เป็นสองประเด็นคือ รายได้ของร้านต่ำ และ ค่าจ้างเภสัชกรสูง อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาเรื่องรายได้ของร้านเขาร้านเดียว น่าจะทำได้ง่ายกว่าการแก้ปัญหาเรื่องค่าตัวเภสัชกรในท้องตลาดทั้งระบบ
เมื่อตั้งคำถามว่า ทำไมร้านเขาจึงขายไม่ดี คำตอบอาจเป็นว่า เพราะลูกค้าเข้าร้านเขาน้อย แถมขายไม่ได้ราคา เพราะตัดราคากัน
เหตุที่ลูกค้าเข้าร้านน้อยล่ะ คำตอบอาจเป็นว่า เพราะร้านถูกแย่งลูกค้าไป
ร้านของผู้ประกอบการรายนี้ เริ่มต้นที่ปัญหาการมีเภสัชกรตามกฎหมาย แต่เมื่อค้นลึกลงไปเรื่อยๆ ปัญหากลับอยู่ที่ศักยภาพของร้าน
ดังนั้น หากเขามิได้สำรวจปัญหาให้รอบด้านเสียก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหา เขาอาจจะเดินผิดทาง เสียทรัพยากร และเวลาในการดำเนินการที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หมดไปอย่างแท้จริง
วิธีที่เราระบุปัญหา จะกำหนดวิธีแก้ปัญหาของเรา
สมมุติว่าเขาสามารถผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายได้จริง แต่ปัญหาเรื่องการขาดศักยภาพของร้านของเขาก็ยังอยู่ เขาก็ยังต้องประสบกับปัญหาเรื่องยอดขายไม่ดี ผลประกอบการแทบจะไม่พอเลี้ยงตัว เป็นปัญหาให้เขาต้องแก้ไขต่อไป ทั้งๆที่ต้องเพิ่งเหนื่อยกับการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายสำเร็จ
แต่หากว่า เขาสามารถสำรวจปัญหาของตัวเองให้รอบด้านเสียก่อน เขาจะสามารถวางแนวทางแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยการมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขเรื่องศักยภาพของร้านเขาให้ลุล่วงไป เขาก็จะหลุดจากปัญหาเรื่องการมีเภสัชกรตามกฎหมายไปด้วยพร้อมๆกัน ซึ่งก็ต้องอาศัยการตั้งเป้าหมายของการแก้ปัญหาให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริง
เมื่อคุณจับปัญหาของคุณมาพลิกคว่ำพลิกหงาย ทั้งตะแคงซ้ายขวาเพื่อตรวจสอบจนรอบด้านแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณจะตั้งเป้าหมายของการแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ
เป้าหมายของการแก้ปัญหาของคุณคืออะไร ?
ต้องการประกอบธุรกิจร้านขายยาต่อไป หรือ ต้องการธุรกิจสำหรับเลี้ยงครอบครัว หรือ ต้องการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ฯลฯ
ไม่ว่าคุณจะตั้งเป้าหมายอย่างไร ขอให้เป้าหมายนั้น เป็นความต้องการที่แท้จริงของคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการที่คุณจะใช้ในการเดินไปสู่จุดหมาย
บ่อยครั้งเรามักจะหลงถือเอาวิธีการมาเป็นเป้าหมาย
เป้าหมายของเราไม่อาจเปลี่ยน อย่างน้อยก็เปลี่ยนได้ยาก แต่วิธีการไปสู่เป้าหมายนี่สิ เปลี่ยนได้
มันสำคัญด้วยหรือ ว่าคุณจะไปโรงเรียนด้วยแท๊กซี่สีเขียวเหลือง หรือสีชมพู แม้กระทั่งการไปด้วยรถเมล์ก็ตาม ตราบใดที่การไปถึงโรงเรียนนั้นด้วยวิธีนั้น อยู่ในเงื่อนไข และผลที่คุณพอจะรับได้
วิธีการ ไม่ได้สำคัญมั่นคงไปกว่าเป้าหมาย
สิ่งทีผู้ประกอบการรายนี้ต้องการจริงๆ ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมาย แต่อาจอยู่ที่การอยู่รอดได้ในระยะยาวของธุรกิจต่างหาก ซึ่งลำพังเพียงแค่การแก้ไขกฎหมาย มิอาจทำให้ธุรกิจของเขาอยู่รอดได้
คุณเคยลองจับปัญหาของคุณมาพิจารณาบ้างหรือยัง ปัญหาของคุณคืออะไร เป้าหมายของคุณอยู่ตรงไหน ?
เหตุผลที่ต้องระบุออกมาเป็นถ้อยคำ เพราะมันเป็นง่ายกว่าที่คุณจะจับสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยอายตนะมากกว่าหนึ่งทางมาพิจารณาอย่างละเอียด หากมันเป็นเพียงปัญหาที่วนเวียนในหัวของคุณ มันง่ายมากที่คุณจะพลัดหลงกับมันในระหว่างการสำรวจปัญหา แต่เมื่อคุณได้เขียนปัญหาไว้ชัดเจน อย่างน้อย สายตาของคุณก็จะช่วยตรึงความคิดของคุณไว้กับปัญหาได้อีกทางหนึ่ง
การที่คุณระบุปัญหาออกมาเป็นถ้อยคำที่ชัดเจน ยังช่วยในการตรวจสอบย้อนกลับในขั้นต่อๆไปของการวางแผนได้อีกด้วย เช่นเมื่อคุณได้แผนออกมาแล้ว คุณสามารถที่จะคาดการณ์คร่าวๆถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากแผนนั้น เมื่อเทียบกับปัญหาที่คุณเขียนไว้อย่างชัดเจนแล้ว แผนนั้นพอจะสามารถแก้ปัญหาของคุณได้จริงหรือไม่ นั่นจะบอกถึงความใช้การได้ของแผน
ปัญหาที่ได้รับการนิยามอย่างดี ถือว่าได้รับการแก้ไขไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่การที่คุณจะนิยามปัญหาได้ครอบคลุมจุดที่เป็นปัญหาจริงๆนั้น จะต้องอาศัยการสำรวจปัญหาให้รอบด้านเสียก่อน
เทคนิคหนึ่งที่อาจนำมาใช้เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงของคุณก็คือ ให้คำจำกัดความของปัญหาเสียก่อน จากนั้นให้ถามตัวเองว่า ทำไมปัญหาของคุณจึงเป็นปัญหา แล้วถามต่อไปถึงเหตุของปัญหาของคุณว่า ทำไมมันถึงเป็นปัญหาอีก ถามอย่างนี้ให้ลึกลงไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้ จะทำให้คุณเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งมากขึ้น
เมื่อคุณรู้สึกคับข้องใจในการประกอบการ รู้สึกว่ามีปัญหารบกวนใจ คุณไม่อาจปล่อยให้มันจบเพียงแค่ความรู้สึกคับข้องใจที่ค้างคาใจคุณ คุณควรสำรวจลึกลงไปว่า ความคับข้องใจของคุณนั้นมากจากปัญหาในเรื่องใด สำรวจให้รอบด้าน ให้แน่ใจว่าคุณมองปัญหาของคุณในหลายๆมุม และลึกมากพอ
ผู้ประกอบการร้านขายยารายหนึ่งอาจพบว่า เขามีปัญหาเรื่องการมีเภสัชกรประจำร้านตามกฎหมาย ความต้องการเริ่มแรกของเขาอาจเป็นว่า ทำอย่างไรถึงจะแก้กฎหมายในเรื่องนี้
เมื่อเขาให้คำจำกัดความของปัญหาของเขาว่า “การไม่สามารถมีเภสัชกรอยู่ประจำร้านตามกฎหมายได้” เขาอาจตั้งคำถามว่า ทำไมการมีเภสัชกรประจำร้านตามกฎหมาย จึงเป็นปัญหาสำหรับเขา คำตอบอาจเป็นว่า เพราะเขาไม่มีความสามารถจ่ายค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาด
ถามต่อไปว่า ทำไมเขาจึงไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาด คำตอบอาจเป็นว่า เพราะร้านเขาขายไม่ดีขนาดนั้น ลำพังเพียงแค่ค่าตัวเขา รายได้ที่หามานี้ ยังไม่พอเลย ในขณะที่ค่าจ้างเภสัชกรในราคาตลาดนั้น สูงกว่าค่าจ้างบุคลากรอื่นในท้องตลาดมาก
คำตอบนี้อาจแบ่งได้เป็นสองประเด็นคือ รายได้ของร้านต่ำ และ ค่าจ้างเภสัชกรสูง อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาเรื่องรายได้ของร้านเขาร้านเดียว น่าจะทำได้ง่ายกว่าการแก้ปัญหาเรื่องค่าตัวเภสัชกรในท้องตลาดทั้งระบบ
เมื่อตั้งคำถามว่า ทำไมร้านเขาจึงขายไม่ดี คำตอบอาจเป็นว่า เพราะลูกค้าเข้าร้านเขาน้อย แถมขายไม่ได้ราคา เพราะตัดราคากัน
เหตุที่ลูกค้าเข้าร้านน้อยล่ะ คำตอบอาจเป็นว่า เพราะร้านถูกแย่งลูกค้าไป
ร้านของผู้ประกอบการรายนี้ เริ่มต้นที่ปัญหาการมีเภสัชกรตามกฎหมาย แต่เมื่อค้นลึกลงไปเรื่อยๆ ปัญหากลับอยู่ที่ศักยภาพของร้าน
ดังนั้น หากเขามิได้สำรวจปัญหาให้รอบด้านเสียก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหา เขาอาจจะเดินผิดทาง เสียทรัพยากร และเวลาในการดำเนินการที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หมดไปอย่างแท้จริง
วิธีที่เราระบุปัญหา จะกำหนดวิธีแก้ปัญหาของเรา
สมมุติว่าเขาสามารถผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายได้จริง แต่ปัญหาเรื่องการขาดศักยภาพของร้านของเขาก็ยังอยู่ เขาก็ยังต้องประสบกับปัญหาเรื่องยอดขายไม่ดี ผลประกอบการแทบจะไม่พอเลี้ยงตัว เป็นปัญหาให้เขาต้องแก้ไขต่อไป ทั้งๆที่ต้องเพิ่งเหนื่อยกับการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายสำเร็จ
แต่หากว่า เขาสามารถสำรวจปัญหาของตัวเองให้รอบด้านเสียก่อน เขาจะสามารถวางแนวทางแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยการมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขเรื่องศักยภาพของร้านเขาให้ลุล่วงไป เขาก็จะหลุดจากปัญหาเรื่องการมีเภสัชกรตามกฎหมายไปด้วยพร้อมๆกัน ซึ่งก็ต้องอาศัยการตั้งเป้าหมายของการแก้ปัญหาให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริง
เมื่อคุณจับปัญหาของคุณมาพลิกคว่ำพลิกหงาย ทั้งตะแคงซ้ายขวาเพื่อตรวจสอบจนรอบด้านแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณจะตั้งเป้าหมายของการแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ
เป้าหมายของการแก้ปัญหาของคุณคืออะไร ?
ต้องการประกอบธุรกิจร้านขายยาต่อไป หรือ ต้องการธุรกิจสำหรับเลี้ยงครอบครัว หรือ ต้องการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ฯลฯ
ไม่ว่าคุณจะตั้งเป้าหมายอย่างไร ขอให้เป้าหมายนั้น เป็นความต้องการที่แท้จริงของคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการที่คุณจะใช้ในการเดินไปสู่จุดหมาย
บ่อยครั้งเรามักจะหลงถือเอาวิธีการมาเป็นเป้าหมาย
เป้าหมายของเราไม่อาจเปลี่ยน อย่างน้อยก็เปลี่ยนได้ยาก แต่วิธีการไปสู่เป้าหมายนี่สิ เปลี่ยนได้
มันสำคัญด้วยหรือ ว่าคุณจะไปโรงเรียนด้วยแท๊กซี่สีเขียวเหลือง หรือสีชมพู แม้กระทั่งการไปด้วยรถเมล์ก็ตาม ตราบใดที่การไปถึงโรงเรียนนั้นด้วยวิธีนั้น อยู่ในเงื่อนไข และผลที่คุณพอจะรับได้
วิธีการ ไม่ได้สำคัญมั่นคงไปกว่าเป้าหมาย
สิ่งทีผู้ประกอบการรายนี้ต้องการจริงๆ ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมาย แต่อาจอยู่ที่การอยู่รอดได้ในระยะยาวของธุรกิจต่างหาก ซึ่งลำพังเพียงแค่การแก้ไขกฎหมาย มิอาจทำให้ธุรกิจของเขาอยู่รอดได้
คุณเคยลองจับปัญหาของคุณมาพิจารณาบ้างหรือยัง ปัญหาของคุณคืออะไร เป้าหมายของคุณอยู่ตรงไหน ?
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ยาต้องห้ามทำธุรกรรม
โดย : ปริญญา อัครจันทโชติ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้รับอนุญาตขายยาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถขายยาได้ทุกประเภท ยังมียาบางประเภทที่เราไม่สามารถจะไปเกี่ยวข้องทำธุรกรรมใดๆกับมัน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาประเภทใด หรือแม้แต่โรงพยาบาลเองก็ตาม
ยาที่ว่านี้ มีกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติยา พ.ศ.๒๕๑๐ มาตรา 72 โดยแบ่งยาที่ต้องห้ามทำธุรกรรมใดๆไว้เป็น 6 ประเภท คือ1. ยาปลอม2. ยาผิดมาตรฐาน3. ยาเสื่อมคุณภาพ4. ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา5. ยาที่ทะเบียนยาถูกยกเลิก6. ยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยา
ยาปลอม
มาตรา 73 ได้ให้ความหมายของยาปลอมไว้ว่า หมายถึง
(1) ยาที่มีสิ่งแปลกปลอมต่างไปจากทะเบียนตำรับยา
(2) ยาที่แสดงชื่อว่าเป็นยาอื่น หรือแสดงเดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุ ซึ่งมิใช่ความจริงในอนุมาตรานี้ อาจแยกยาปลอมได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
ยาที่แสดงชื่อเป็นยาอื่น หรือ ปลอมที่ชื่อ
ยาที่แสดงเดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุซึ่งมิใช่ความจริง หรือปลอมวันหมดอายุ
(3) ยาที่แสดงว่าเป็นยาชื่อ หรือเครื่องหมายของผู้ผลิต หรือที่ตั้งสถานที่ผลิตยาซึ่งมิใช่ความจริง ในอนุมาตรานี้ มีลักษณะที่ถือว่าเป็นการปลอม 3 ลักษณะคือ
แสดงชื่อของผู้ผลิต ซึ่งมิใช่ความจริง
แสดงเครื่องหมายของผู้ผลิต ซึ่งมิใช่ความจริง
แสดงสถานที่ผลิตยา ซึ่งมิใช่ความจริง
(4) ยาที่ปลอมทะเบียนตำรับยา ไม่ว่าจะอ้างถึงตำรับยาที่มีการขึ้นทะเบียนไว้จริงหรือไม่ ก็ถือเป็นยาปลอมทั้งสิ้น
(5) เป็นกรณีที่ทุกอย่างถูกต้องหมด เพียงแต่ผลที่ได้ออกมา ความแรงของสารออกฤทธิ์ มีความเบี่ยงเบนจากค่ามาตรฐาน มากกว่าที่กำหนดไว้ในทะเบียนตำรับยา +/- 20% คือเป็นความผิดพลาดของกระบวนการผลิต ก็ทำให้ยากลายเป็นยาปลอมได้ตามอนุมาตรา (5) นี้
ยาผิดมาตรฐาน
มาตรา 74 ให้ความหมายของยาผิดมาตรฐานไว้ว่า หมายถึง
(1) ยาที่ความแรงของสารออกฤทธิ์ ขาดหรือเกินจากเกณฑ์ต่ำสุดหรือสูงสุดที่กำหนดไว้ในตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามมาตรา 79 แต่ไม่ถึงขนาดดังกล่าวในมาตรา 73 (5)
ยาผิดมาตรฐานตามข้อนี้ คล้ายกับยาปลอม ความแตกต่างอยู่ตรงที่ความเบี่ยงเบนจากมาตรฐานของสารออกฤทธิ์
หากอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็ถือเป็นยาปกติ
หากเบี่ยงเบนจากมาตรฐาน +/- น้อยกว่า 20% ถือว่าเป็นยาผิดมาตรฐาน
หากเบี่ยงเบนจากมาตรฐาน +/- มากกว่า 20% ถือว่าเป็นยาปลอม
(2) ยาที่ความบริสุทธิ์ หรือลักษณะอื่นที่จะมีผลต่อคุณภาพยาไม่เป็นไปตามเกณฑ์
ยาเสื่อมคุณภาพ
มาตรา 75 ให้ความหมายของยาเสื่อมคุณภาพไว้ว่า หมายถึง(1) ยาที่สิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในฉลาก(2) ยาที่ถูกต้องตามมาตรฐาน แต่ได้นำมาแปรสภาพจนมีผลต่อคุณภาพของตัวยา ไม่ว่าเป็นเรื่องของ
ความแรงของสารออกฤทธิ์ที่เบี่ยงเบนจากเกณฑ์มาตรฐาน (การเบี่ยงเบนนี้รวมทั้งกรณี +/- มากกว่า 20% และกรณี +/- น้อยกว่า 20%) หรือ
ความบริสุทธิ์ในขั้นตอนการผลิต
ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา
ยาที่จะขายได้ ต้องเป็นยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยากับทางคณะกรรมการอาหารและยาไว้แล้วเท่านั้น
ยาที่ทะเบียนยาถูกยกเลิก
คือยาที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว แต่มิได้มีการผลิต หรือนำหรือสั่งเข้าฯ เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ทะเบียนตำรับยานั้นเป็นอันยกเลิกตามมาตรา 85
ยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยา
ยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว จะถูกเพิกถอนทะเบียนเมื่อ
ยานั้นไม่มีสรรพคุณตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือ
อาจไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ หรือ
เป็นยาปลอม หรือ
ยานั้นได้เปลี่ยนไปเป็นวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นอาหาร หรือเครื่องสำอาง
ทีนี้เรามาดูโทษของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวขายยาต้องห้ามเหล่านี้
โดย : ปริญญา อัครจันทโชติ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้รับอนุญาตขายยาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถขายยาได้ทุกประเภท ยังมียาบางประเภทที่เราไม่สามารถจะไปเกี่ยวข้องทำธุรกรรมใดๆกับมัน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาประเภทใด หรือแม้แต่โรงพยาบาลเองก็ตาม
ยาที่ว่านี้ มีกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติยา พ.ศ.๒๕๑๐ มาตรา 72 โดยแบ่งยาที่ต้องห้ามทำธุรกรรมใดๆไว้เป็น 6 ประเภท คือ1. ยาปลอม2. ยาผิดมาตรฐาน3. ยาเสื่อมคุณภาพ4. ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา5. ยาที่ทะเบียนยาถูกยกเลิก6. ยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยา
ยาปลอม
มาตรา 73 ได้ให้ความหมายของยาปลอมไว้ว่า หมายถึง
(1) ยาที่มีสิ่งแปลกปลอมต่างไปจากทะเบียนตำรับยา
(2) ยาที่แสดงชื่อว่าเป็นยาอื่น หรือแสดงเดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุ ซึ่งมิใช่ความจริงในอนุมาตรานี้ อาจแยกยาปลอมได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
ยาที่แสดงชื่อเป็นยาอื่น หรือ ปลอมที่ชื่อ
ยาที่แสดงเดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุซึ่งมิใช่ความจริง หรือปลอมวันหมดอายุ
(3) ยาที่แสดงว่าเป็นยาชื่อ หรือเครื่องหมายของผู้ผลิต หรือที่ตั้งสถานที่ผลิตยาซึ่งมิใช่ความจริง ในอนุมาตรานี้ มีลักษณะที่ถือว่าเป็นการปลอม 3 ลักษณะคือ
แสดงชื่อของผู้ผลิต ซึ่งมิใช่ความจริง
แสดงเครื่องหมายของผู้ผลิต ซึ่งมิใช่ความจริง
แสดงสถานที่ผลิตยา ซึ่งมิใช่ความจริง
(4) ยาที่ปลอมทะเบียนตำรับยา ไม่ว่าจะอ้างถึงตำรับยาที่มีการขึ้นทะเบียนไว้จริงหรือไม่ ก็ถือเป็นยาปลอมทั้งสิ้น
(5) เป็นกรณีที่ทุกอย่างถูกต้องหมด เพียงแต่ผลที่ได้ออกมา ความแรงของสารออกฤทธิ์ มีความเบี่ยงเบนจากค่ามาตรฐาน มากกว่าที่กำหนดไว้ในทะเบียนตำรับยา +/- 20% คือเป็นความผิดพลาดของกระบวนการผลิต ก็ทำให้ยากลายเป็นยาปลอมได้ตามอนุมาตรา (5) นี้
ยาผิดมาตรฐาน
มาตรา 74 ให้ความหมายของยาผิดมาตรฐานไว้ว่า หมายถึง
(1) ยาที่ความแรงของสารออกฤทธิ์ ขาดหรือเกินจากเกณฑ์ต่ำสุดหรือสูงสุดที่กำหนดไว้ในตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามมาตรา 79 แต่ไม่ถึงขนาดดังกล่าวในมาตรา 73 (5)
ยาผิดมาตรฐานตามข้อนี้ คล้ายกับยาปลอม ความแตกต่างอยู่ตรงที่ความเบี่ยงเบนจากมาตรฐานของสารออกฤทธิ์
หากอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็ถือเป็นยาปกติ
หากเบี่ยงเบนจากมาตรฐาน +/- น้อยกว่า 20% ถือว่าเป็นยาผิดมาตรฐาน
หากเบี่ยงเบนจากมาตรฐาน +/- มากกว่า 20% ถือว่าเป็นยาปลอม
(2) ยาที่ความบริสุทธิ์ หรือลักษณะอื่นที่จะมีผลต่อคุณภาพยาไม่เป็นไปตามเกณฑ์
ยาเสื่อมคุณภาพ
มาตรา 75 ให้ความหมายของยาเสื่อมคุณภาพไว้ว่า หมายถึง(1) ยาที่สิ้นอายุตามที่แสดงไว้ในฉลาก(2) ยาที่ถูกต้องตามมาตรฐาน แต่ได้นำมาแปรสภาพจนมีผลต่อคุณภาพของตัวยา ไม่ว่าเป็นเรื่องของ
ความแรงของสารออกฤทธิ์ที่เบี่ยงเบนจากเกณฑ์มาตรฐาน (การเบี่ยงเบนนี้รวมทั้งกรณี +/- มากกว่า 20% และกรณี +/- น้อยกว่า 20%) หรือ
ความบริสุทธิ์ในขั้นตอนการผลิต
ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา
ยาที่จะขายได้ ต้องเป็นยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยากับทางคณะกรรมการอาหารและยาไว้แล้วเท่านั้น
ยาที่ทะเบียนยาถูกยกเลิก
คือยาที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว แต่มิได้มีการผลิต หรือนำหรือสั่งเข้าฯ เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ทะเบียนตำรับยานั้นเป็นอันยกเลิกตามมาตรา 85
ยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยา
ยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว จะถูกเพิกถอนทะเบียนเมื่อ
ยานั้นไม่มีสรรพคุณตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือ
อาจไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ หรือ
เป็นยาปลอม หรือ
ยานั้นได้เปลี่ยนไปเป็นวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นอาหาร หรือเครื่องสำอาง
ทีนี้เรามาดูโทษของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวขายยาต้องห้ามเหล่านี้
วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553
การทำงานอย่างมีความสุข
ผลตอบแทนจากการทำงานมีสองอย่างที่สำคัญ คือ
ประสบการณ์ และเงิน
เมื่อเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หรือเมื่อเริ่มต้นสายงานใหม่
เราควรให้ความสำคัญกับประสบการณ์ก่อน แล้วเงินจะตามมาเอง
หากคนที่มากประสบการณ์ มาพบกับคนที่มากเงิน
ในที่สุดแล้ว
คนที่มีประสบการณ์จะได้เงินไป
ส่วนคนที่มีเงิน ก็จะได้ประสบการณ์ไป :)
หลายคนที่เลือกงานเพียงเพราะเงิน
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน หรือเมื่อเริ่มมีความตึงเครียดในการทำงาน
อาจเกิดสภาพ การทนอยู่ ในที่ทำงานนั้น
การลุกจากที่นอนเพื่อไปทำงานจึงต้องใช้กำลังใจมากขึ้นเรื่อยๆ
หากได้คิดถึงความจริงที่ว่า
เราใช้เวลาในที่ทำงานไม่ต่ำกว่าวันละเก้าชั่วโมง
หรือมากกว่าหนึ่งในสามของเวลาในหนึ่งวัน
และถ้าหากว่า เราตัดเวลาที่เรานอนหลับ
ซึ่งเป็นเวลาที่เราไม่มีสติรับรู้โลกภายนอกออกไปแปดชั่วโมงแล้ว
เวลาในที่ทำงานจะมากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาแห่งการตื่นของเราเลยทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะปล่อยให้เวลามากขนาดนี้
หมดไปกับความไม่สบายใจอย่างนี้ต่อไปหรือ
จะเป็นอย่างไร หากว่าเราสามารถเปลี่ยนเก้าชั่วโมงนี้
เป็นเวลาแห่งความสุข
นั่นต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกงาน
เราไม่ควรเลือกงานเพียงเพราะเงินเป็นเหตุผลเดียว
แต่ควรทำแบบเดียวกับการเลือกแฟน
คือมีความรักมาเกี่ยวข้องด้วย
(แต่เงินก็ยังมีความสำคัญอยู่นะ :p)
เมื่อคุณได้ทำงานที่คุณรัก
คุณก็จะมีเก้าชั่วโมงอยู่กับสิ่งที่คุณรัก
ก็จะเป็นเก้าชั่วโมงอันแสนสุข
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเลือกทำงานที่ตนรัก
หลายคนมีข้อจำกัดอื่นๆทำให้ทางเลือกลดลง
บางข้อจำกัด ก็อาจจะตั้งขึ้นมาจำกัดตัวเองแบบไร้เหตุผล
เช่น ไม่อยากทำงานย่านนั้นเพราะมีอดีตฝังใจ
แต่บางครั้งอาจเป็นความจำเป็นจริงที่ไม่อาจก้าวล่วงไปได้
ดังนั้น
เคล็ดลับในการทำงานให้มีความสุข
จึงไม่ได้อยู่ที่การได้ทำงานที่เรารัก
แต่อยู่ที่
การรักงานที่เราทำ
ด้วยการหาจุดดีของงาน แง่มุมที่สนุกๆที่มีอยู่
ผสานกับการมองโลกในแง่บวกอีกนิด
คุณก็จะมีเก้าชั่วโมงอันแสนสุขได้เช่นกัน
ประสบการณ์ และเงิน
เมื่อเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หรือเมื่อเริ่มต้นสายงานใหม่
เราควรให้ความสำคัญกับประสบการณ์ก่อน แล้วเงินจะตามมาเอง
หากคนที่มากประสบการณ์ มาพบกับคนที่มากเงิน
ในที่สุดแล้ว
คนที่มีประสบการณ์จะได้เงินไป
ส่วนคนที่มีเงิน ก็จะได้ประสบการณ์ไป :)
หลายคนที่เลือกงานเพียงเพราะเงิน
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน หรือเมื่อเริ่มมีความตึงเครียดในการทำงาน
อาจเกิดสภาพ การทนอยู่ ในที่ทำงานนั้น
การลุกจากที่นอนเพื่อไปทำงานจึงต้องใช้กำลังใจมากขึ้นเรื่อยๆ
หากได้คิดถึงความจริงที่ว่า
เราใช้เวลาในที่ทำงานไม่ต่ำกว่าวันละเก้าชั่วโมง
หรือมากกว่าหนึ่งในสามของเวลาในหนึ่งวัน
และถ้าหากว่า เราตัดเวลาที่เรานอนหลับ
ซึ่งเป็นเวลาที่เราไม่มีสติรับรู้โลกภายนอกออกไปแปดชั่วโมงแล้ว
เวลาในที่ทำงานจะมากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาแห่งการตื่นของเราเลยทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะปล่อยให้เวลามากขนาดนี้
หมดไปกับความไม่สบายใจอย่างนี้ต่อไปหรือ
จะเป็นอย่างไร หากว่าเราสามารถเปลี่ยนเก้าชั่วโมงนี้
เป็นเวลาแห่งความสุข
นั่นต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกงาน
เราไม่ควรเลือกงานเพียงเพราะเงินเป็นเหตุผลเดียว
แต่ควรทำแบบเดียวกับการเลือกแฟน
คือมีความรักมาเกี่ยวข้องด้วย
(แต่เงินก็ยังมีความสำคัญอยู่นะ :p)
เมื่อคุณได้ทำงานที่คุณรัก
คุณก็จะมีเก้าชั่วโมงอยู่กับสิ่งที่คุณรัก
ก็จะเป็นเก้าชั่วโมงอันแสนสุข
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเลือกทำงานที่ตนรัก
หลายคนมีข้อจำกัดอื่นๆทำให้ทางเลือกลดลง
บางข้อจำกัด ก็อาจจะตั้งขึ้นมาจำกัดตัวเองแบบไร้เหตุผล
เช่น ไม่อยากทำงานย่านนั้นเพราะมีอดีตฝังใจ
แต่บางครั้งอาจเป็นความจำเป็นจริงที่ไม่อาจก้าวล่วงไปได้
ดังนั้น
เคล็ดลับในการทำงานให้มีความสุข
จึงไม่ได้อยู่ที่การได้ทำงานที่เรารัก
แต่อยู่ที่
การรักงานที่เราทำ
ด้วยการหาจุดดีของงาน แง่มุมที่สนุกๆที่มีอยู่
ผสานกับการมองโลกในแง่บวกอีกนิด
คุณก็จะมีเก้าชั่วโมงอันแสนสุขได้เช่นกัน
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สองคน ยลตามช่อง
คนหนึ่งมอง เห็นโคลนตม
คนหนึ่ง ตาแหลมคม
เห็นดวงดาว อยู่พราวพราย
- - ภราดา ฟ. ฮีแรห์ แห่งอัสสัมชัญ - -
คนสองคนมองผ่านช่องเดียวกัน
คนหนึ่งมองเห็นโคลนตมสกปรก
อีกคนกลับมองเห็นผืนฟ้าพร่างพรายด้วยดวงดาว
ทำไมทั้งสองคนเห็นต่างกัน ทั้งๆที่มองผ่านกรอบเดียวกัน
นั่นเป็นเพราะวิธีการมองของทั้งคู่ต่างกัน สิ่งที่เห็นจึงไม่เหมือนกัน คนหนึ่งมองต่ำ ก็เห็นแต่โคลน อีกคนมองสูง ก็จะเห็นแผ่นฟ้ากว้าง
เช่นเดียวกับปัญหา โดยสภาพของมันเอง ปัญหาก็เป็นเพียงอะไรบางอย่างที่เรียกร้องการเอาใจใส่ คล้ายๆกับการที่แฟนคุณเรียกร้องเอาจากคุณ หากคุณสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม ปัญหาก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
และถ้าหากว่าปัญหานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียว หากแต่เกิดขึ้นกับทุกคนในธุรกิจเดียวกับคุณ การที่คุณสามารถหลุดออกจากปัญหาได้ แต่คนอื่นในธุรกิจที่ไม่สามารถดิ้นหลุดจากบ่วงปัญหา กลายเป็นวิกฤติรัดคอคนนั้น นั่นก็จะกลายเป็นโอกาสของคุณในธุรกิจไปในทันที
ทัศนคติของคุณต่อสิ่งที่มองจึงมีความสำคัญ เพราะมันจะกำหนดปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งนั้นของคุณ
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ความว่า บริษัทผู้ผลิตรองเท้าสองแห่งที่เป็นคู่แข่งกัน ได้ส่งตัวแทนขายของตนไปสำรวจตลาดยังเกาะแห่งหนึ่ง ผู้แทนของบริษัทแรกรายงานกลับมาว่า คนที่นี่ไม่นิยมสวมรองเท้า บริษัทไม่มีโอกาสขยายตลาดที่นี่แต่อย่างใด
ในขณะที่ผู้แทนของอีกบริษัทหนึ่งรายงานกลับมาว่า คนที่นี่ยังไม่มีรองเท้าสวมเลย โอกาสของบริษัทจึงมีอยู่มาก
สิ่งที่ผู้แทนทั้งสองมอง เป็นสิ่งเดียวกัน แต่สิ่งที่เห็นกลับต่างกัน เราคงไม่อาจบอกได้ว่าใครเห็นถูก ใครเห็นผิด แต่เราสามารถบอกได้ว่า บริษัทแรกไม่มีโอกาสได้การค้าเพิ่มขึ้น สิ่งที่สูญเสียไปก็คือโอกาส(ที่อาจจะมีหรือไม่มีจริงก็ได้) แต่ก็ไม่ต้องเสียอะไรกับการลงทุนนอกจากค่าเดินทางของผู้แทนคนนั้น
ส่วนบริษัทที่สอง มีโอกาสที่จะได้การค้าเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับโอกาสที่จะขาดทุนจากการลงทุนที่ไปไม่ถึงเป้าหมายที่เห็น
การมองแบบผู้แทนคนแรก เป็นการมองแบบอนุรักษ์ พยายามรักษาสภาพเดิมไว้ ไม่ชอบความเสี่ยง ส่วนผู้แทนคนที่สองจะมองแบบนักปฏิรูป เน้นการมองไปข้างหน้า พยายามมองหาสิ่งที่ทำได้ ไม่มีวิธีไหนผิด หรือถูกทั้งหมด
หากคุณไปเดินเล่นในสวนไม้ดอกนานาพรรณ แล้วผมถามคุณว่า คุณเห็นดอกไม้สีม่วงหรือไม่ อยู่ที่ไหนบ้าง บางคนอาจเห็น บางคนอาจไม่เห็น แต่ถ้าให้คุณกลับไปหา เกือบทุกคนจะได้เห็น (ก็คงต้องยกเว้นบางคนที่ไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าดอกไม้คืออะไร สีม่วงเป็นยังไง หรือไม่ก็ขี้เกียจเดินกลับไปกลับมา)
และเมื่อคุณกลับมาตอบคำถามนี้ ถ้าผมถามต่อไปว่า คุณเห็นลายแทงขุมทรัพย์ที่ผมซุกไว้โคนต้นเจ้าไม้ดอกสีม่วงต้นนึงหรือไม่ เช่นเดียวกัน บางคนอาจเห็น บางคนอาจไม่เห็น แต่ถ้าให้กลับไปหา เกือบทุกคนจะเห็น
นี่เป็นเรื่องธรรมดา ที่เรารู้ แต่เราไม่ได้คิดถึงว่า เราสามารถจะหาได้เจอ ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังมองหาอะไร
มันต้องเริ่มต้นที่ว่า เราต้องรู้ก่อนว่า เรากำลังมองหาอะไร
ผู้แทนคนแรกมาเพื่อมองหาเหตุที่ไม่ควรลงทุน ส่วนผู้แทนคนที่สอง มาเพื่อมองหาเหตุที่ควรลงทุน ทั้งสองคนต่างก็ได้เจอสิ่งที่ตนมองหา
สำหรับผู้แทนคนที่สอง หรือผู้บริหารในบริษัทนั้น เมื่อได้เห็นโอกาสแล้ว ก็จะต้องมองหาวิธีการที่จะเปิดตลาดรองเท้าสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักรองเท้ามาก่อน แต่อย่างที่กล่าวมาแล้ว เมื่อเขารู้ว่าเขาจะมองหาอะไร เขาก็จะพบสิ่งที่เขาจะหา เมื่อเขามองหาวิธีเปิดตลาด เขาก็จะได้วิธีเปิดตลาดเยอะแยะไปหมด แต่เนื่องจากมีทรัพยากรจำกัด เขาไม่สามารถนำทุกวิธีมาใช้ เขาจึงต้องตัดสินใจเลือกวิธีที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุด
เมื่อคุณมีปัญหา คุณมองปัญหาแบบไหน ? แบบผู้แทนคนแรก ที่มองหาเหตุที่จะถอย มองลงแบบที่จะได้เห็นโคลนตม หรือว่ามองแบบผู้แทนคนที่สอง ที่มองหาเหตุที่จะรุก มองขึ้นเพื่อเห็นท้องฟ้า
แต่ไม่ว่าจะมองวิธีไหนนั้น อย่างน้อยที่สุด หวังว่า คุณอย่าได้แกล้งทำเป็นว่า มันไม่ใช่ปัญหา แกล้งนั่งทับปัญหาซะงั้น
จริงอยู่ที่ว่ามีปัญหาบางลักษณะที่สามารถคลี่คลายไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไป เช่นการคิดถึงใครบางคน เมื่อเวลาผ่านไปความคิดถึงก็เริ่มจางลง จนในที่สุด ความคิดถึงนั้นไม่กลายเป็นปัญหาของคุณอีกต่อไป เวลาเป็นเหมือนกับสายน้ำที่ช่วยเจือเกือบทุกสิ่งให้จางลงได้
แต่บ่อยครั้งที่เวลาอาจไม่ใช้สายน้ำธรรมดา แต่เป็นสายน้ำกรดที่กัดกร่อนอะไรก็ตามที่มาอยู่ด้วยกัน นอกจากจะไม่ช่วย กลับจะซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง
เวลาที่คุณปวดหัว คุณอาจเพียงแค่พักผ่อนโดยไม่ต้องคิดอะไร นานไปก็หาย แต่ถ้าการปวดหัวนั้นเป็นเพราะก้อนเนื้องอกในสมอง เวลาที่นานขึ้นหมายถึงขนาดก้อนเนื้อยิ่งโตขึ้น อันตรายที่เพิ่มขึ้น และโอกาสรอดที่ลดลง
ดังนั้นมันจะดีกว่า ถ้าคุณมีปัญหา แล้วคุณจะยอมรับว่ามีปัญหา วิเคราะห์มัน แล้วหาวิธีแก้ ส่วนที่ว่าคุณจะวิเคราะห์ว่าเป็นแค่ปวดหัวธรรมดา แล้วไม่ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากนอน ก็อีกเรื่องนึงเพราะอย่างน้อย ถ้าคุณรู้ว่าคุณปวดหัว เมื่อได้พักผ่อนแล้วก็ยังไม่หาย คุณจะได้หาวิธีอื่นแก้ไขต่อไป
คนหนึ่งมอง เห็นโคลนตม
คนหนึ่ง ตาแหลมคม
เห็นดวงดาว อยู่พราวพราย
- - ภราดา ฟ. ฮีแรห์ แห่งอัสสัมชัญ - -
คนสองคนมองผ่านช่องเดียวกัน
คนหนึ่งมองเห็นโคลนตมสกปรก
อีกคนกลับมองเห็นผืนฟ้าพร่างพรายด้วยดวงดาว
ทำไมทั้งสองคนเห็นต่างกัน ทั้งๆที่มองผ่านกรอบเดียวกัน
นั่นเป็นเพราะวิธีการมองของทั้งคู่ต่างกัน สิ่งที่เห็นจึงไม่เหมือนกัน คนหนึ่งมองต่ำ ก็เห็นแต่โคลน อีกคนมองสูง ก็จะเห็นแผ่นฟ้ากว้าง
เช่นเดียวกับปัญหา โดยสภาพของมันเอง ปัญหาก็เป็นเพียงอะไรบางอย่างที่เรียกร้องการเอาใจใส่ คล้ายๆกับการที่แฟนคุณเรียกร้องเอาจากคุณ หากคุณสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม ปัญหาก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
และถ้าหากว่าปัญหานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียว หากแต่เกิดขึ้นกับทุกคนในธุรกิจเดียวกับคุณ การที่คุณสามารถหลุดออกจากปัญหาได้ แต่คนอื่นในธุรกิจที่ไม่สามารถดิ้นหลุดจากบ่วงปัญหา กลายเป็นวิกฤติรัดคอคนนั้น นั่นก็จะกลายเป็นโอกาสของคุณในธุรกิจไปในทันที
ทัศนคติของคุณต่อสิ่งที่มองจึงมีความสำคัญ เพราะมันจะกำหนดปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งนั้นของคุณ
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ความว่า บริษัทผู้ผลิตรองเท้าสองแห่งที่เป็นคู่แข่งกัน ได้ส่งตัวแทนขายของตนไปสำรวจตลาดยังเกาะแห่งหนึ่ง ผู้แทนของบริษัทแรกรายงานกลับมาว่า คนที่นี่ไม่นิยมสวมรองเท้า บริษัทไม่มีโอกาสขยายตลาดที่นี่แต่อย่างใด
ในขณะที่ผู้แทนของอีกบริษัทหนึ่งรายงานกลับมาว่า คนที่นี่ยังไม่มีรองเท้าสวมเลย โอกาสของบริษัทจึงมีอยู่มาก
สิ่งที่ผู้แทนทั้งสองมอง เป็นสิ่งเดียวกัน แต่สิ่งที่เห็นกลับต่างกัน เราคงไม่อาจบอกได้ว่าใครเห็นถูก ใครเห็นผิด แต่เราสามารถบอกได้ว่า บริษัทแรกไม่มีโอกาสได้การค้าเพิ่มขึ้น สิ่งที่สูญเสียไปก็คือโอกาส(ที่อาจจะมีหรือไม่มีจริงก็ได้) แต่ก็ไม่ต้องเสียอะไรกับการลงทุนนอกจากค่าเดินทางของผู้แทนคนนั้น
ส่วนบริษัทที่สอง มีโอกาสที่จะได้การค้าเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับโอกาสที่จะขาดทุนจากการลงทุนที่ไปไม่ถึงเป้าหมายที่เห็น
การมองแบบผู้แทนคนแรก เป็นการมองแบบอนุรักษ์ พยายามรักษาสภาพเดิมไว้ ไม่ชอบความเสี่ยง ส่วนผู้แทนคนที่สองจะมองแบบนักปฏิรูป เน้นการมองไปข้างหน้า พยายามมองหาสิ่งที่ทำได้ ไม่มีวิธีไหนผิด หรือถูกทั้งหมด
หากคุณไปเดินเล่นในสวนไม้ดอกนานาพรรณ แล้วผมถามคุณว่า คุณเห็นดอกไม้สีม่วงหรือไม่ อยู่ที่ไหนบ้าง บางคนอาจเห็น บางคนอาจไม่เห็น แต่ถ้าให้คุณกลับไปหา เกือบทุกคนจะได้เห็น (ก็คงต้องยกเว้นบางคนที่ไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าดอกไม้คืออะไร สีม่วงเป็นยังไง หรือไม่ก็ขี้เกียจเดินกลับไปกลับมา)
และเมื่อคุณกลับมาตอบคำถามนี้ ถ้าผมถามต่อไปว่า คุณเห็นลายแทงขุมทรัพย์ที่ผมซุกไว้โคนต้นเจ้าไม้ดอกสีม่วงต้นนึงหรือไม่ เช่นเดียวกัน บางคนอาจเห็น บางคนอาจไม่เห็น แต่ถ้าให้กลับไปหา เกือบทุกคนจะเห็น
นี่เป็นเรื่องธรรมดา ที่เรารู้ แต่เราไม่ได้คิดถึงว่า เราสามารถจะหาได้เจอ ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังมองหาอะไร
มันต้องเริ่มต้นที่ว่า เราต้องรู้ก่อนว่า เรากำลังมองหาอะไร
ผู้แทนคนแรกมาเพื่อมองหาเหตุที่ไม่ควรลงทุน ส่วนผู้แทนคนที่สอง มาเพื่อมองหาเหตุที่ควรลงทุน ทั้งสองคนต่างก็ได้เจอสิ่งที่ตนมองหา
สำหรับผู้แทนคนที่สอง หรือผู้บริหารในบริษัทนั้น เมื่อได้เห็นโอกาสแล้ว ก็จะต้องมองหาวิธีการที่จะเปิดตลาดรองเท้าสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักรองเท้ามาก่อน แต่อย่างที่กล่าวมาแล้ว เมื่อเขารู้ว่าเขาจะมองหาอะไร เขาก็จะพบสิ่งที่เขาจะหา เมื่อเขามองหาวิธีเปิดตลาด เขาก็จะได้วิธีเปิดตลาดเยอะแยะไปหมด แต่เนื่องจากมีทรัพยากรจำกัด เขาไม่สามารถนำทุกวิธีมาใช้ เขาจึงต้องตัดสินใจเลือกวิธีที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุด
เมื่อคุณมีปัญหา คุณมองปัญหาแบบไหน ? แบบผู้แทนคนแรก ที่มองหาเหตุที่จะถอย มองลงแบบที่จะได้เห็นโคลนตม หรือว่ามองแบบผู้แทนคนที่สอง ที่มองหาเหตุที่จะรุก มองขึ้นเพื่อเห็นท้องฟ้า
แต่ไม่ว่าจะมองวิธีไหนนั้น อย่างน้อยที่สุด หวังว่า คุณอย่าได้แกล้งทำเป็นว่า มันไม่ใช่ปัญหา แกล้งนั่งทับปัญหาซะงั้น
จริงอยู่ที่ว่ามีปัญหาบางลักษณะที่สามารถคลี่คลายไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไป เช่นการคิดถึงใครบางคน เมื่อเวลาผ่านไปความคิดถึงก็เริ่มจางลง จนในที่สุด ความคิดถึงนั้นไม่กลายเป็นปัญหาของคุณอีกต่อไป เวลาเป็นเหมือนกับสายน้ำที่ช่วยเจือเกือบทุกสิ่งให้จางลงได้
แต่บ่อยครั้งที่เวลาอาจไม่ใช้สายน้ำธรรมดา แต่เป็นสายน้ำกรดที่กัดกร่อนอะไรก็ตามที่มาอยู่ด้วยกัน นอกจากจะไม่ช่วย กลับจะซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง
เวลาที่คุณปวดหัว คุณอาจเพียงแค่พักผ่อนโดยไม่ต้องคิดอะไร นานไปก็หาย แต่ถ้าการปวดหัวนั้นเป็นเพราะก้อนเนื้องอกในสมอง เวลาที่นานขึ้นหมายถึงขนาดก้อนเนื้อยิ่งโตขึ้น อันตรายที่เพิ่มขึ้น และโอกาสรอดที่ลดลง
ดังนั้นมันจะดีกว่า ถ้าคุณมีปัญหา แล้วคุณจะยอมรับว่ามีปัญหา วิเคราะห์มัน แล้วหาวิธีแก้ ส่วนที่ว่าคุณจะวิเคราะห์ว่าเป็นแค่ปวดหัวธรรมดา แล้วไม่ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากนอน ก็อีกเรื่องนึงเพราะอย่างน้อย ถ้าคุณรู้ว่าคุณปวดหัว เมื่อได้พักผ่อนแล้วก็ยังไม่หาย คุณจะได้หาวิธีอื่นแก้ไขต่อไป
วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สามเสาหลักของธุรกิจ
เมื่อมองหลักการประกอบธุรกิจจากภาพรวม ทุกธุรกิจจะมีสิ่งสำคัญสามเรื่อง ที่เป็นตัวตัดสินการโต หรือการตายก็คือ
1. รูปแบบธุรกิจที่มีศักยภาพ
2. ทุนที่เพียงพอ
3. ระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม
1. รูปแบบธุรกิจที่มีศักยภาพ
ทุกธุรกิจที่ตั้งขึ้น ต่างก็หวังหวังกำไรจาการประกอบกิจการ กำไรนอกจากจะเป็นผลตอบแทนสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแล้ว กำไรยังเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจเดินต่อไป และเติบโต หากธุรกิจใดที่ประกอบกิจการโดยไม่สามารถสร้างผลกำไรได้เพียงพอ ค่าใช้จ่ายต่างๆของธุรกิจ จะดูดซับเงินทุนของธุรกิจออกไป ธุรกิจจะประสบกับปัญหาสภาพคล่อง ไม่สามารถชำระหนี้สินหมุนเวียนต่างๆได้ และต้องเลิกกิจการในที่สุด ช้าเร็วเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับสายป่าน หรือเม็ดเงินที่เป็นทุนหมุนเวียนที่ธุรกิจนั้นๆมีอยู่
การที่ธุรกิจจะสร้างผลกำไรได้เพียงพอ นั่นขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจว่าสามารถดึงดูด(เงิน)ลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด นั่นก็คือศักยภาพของธุรกิจนั่นเอง
คุณสามารถวิเคราะห์ศักยภาพของธุรกิจได้จากตัวเลขทางบัญชีได้ เป็นต้นว่า ดูอัตราการโตของยอดขาย อัตราการโตของกำไร หากตัวเลขพวกนี้ยังเติบโตอยู่ ธุรกิจของคุณก็อาจจะยังไม่เป็นอะไร
แต่การวิเคราะห์ตัวเลขเหล่านี้ เป็นเพียงบอกอดีตที่ผ่านมาของกิจการ ซึ่งเราก็คาดหมายอย่างคาดหวังว่า อนาคตมันจะดีแบบนี้ต่อไป ซึ่งในโลกความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ เพราะเมื่อเกินจากจุดสูงสุดไป มันก็คือความตกต่ำนั่นเอง เหมือนการเลื่อนชั้นจากพระเอก หรือนางเอกดังรุ่นก่อนไปสู่การเป็นพ่อแม่พระนางรุ่นใหม่ที่เราคงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดใหม่
มันจึงปลอดภัยกว่า หากว่าเราจะมีวิธีการตรวจสอบศักยภาพของธุรกิจที่มองปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเราเน้นไปที่ความเหมาะสมของรูปแบบธุรกิจ จึงควรจะตรวจสอบลึกลงไปที่ทฤษฎีธุรกิจ (Business Theories)
ทุกหน่วยงานจะมีทฤษฎีธุรกิจของตัวเองทั้งที่อยู่ในรูปของแผน หรือความคิดในหัวของผู้ประกอบกิจการเอง ซึ่งทุกทฤษฎีธุรกิจจะประกอบด้วยเรื่องสามเรื่อง คือ
1. สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
2. พันธกิจ
3. ความสามารถหลักเพื่อที่จะบรรลุพันธกิจ
เมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจ คุณจะมีชุดข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ที่ทำให้คุณเห็นโอกาสที่จะประกอบธุรกิจ คุณจึงกำหนดพันธกิจของกิจการของคุณขึ้นมา เช่น เปิดร้านจำหน่ายยาแก่คนในชุมชนซึ่งเจ็บป่วยเล็กน้อยและไม่สะดวกที่จะไปใช้บริการจากโรงพยาบาล และคุณก็ต้องสร้างความสามารถหลักเพื่อที่จะทำให้พันธกิจของคุณเป็นจริง เช่น การหาสินค้า การหาบุคคลากร การหาทำเลเปิดร้าน เป็นต้น
แต่สภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป คุณก็ไม่สามารถคงพันธกิจเดิมเอาไว้
เมื่อคนในชุมชนของร้านคุณ มีความรู้สึกสะดวกกายและสะดวกใจเป็นอย่างยิ่งที่จะไปใช้บริการสาธารณสุขอื่นที่ไม่ใช่ร้านของคุณอีกต่อไป เช่น โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โอกาสที่คุณจะขายสินค้าได้จึงลดลง ซึ่งหากคุณยังคงยึดถือพันธกิจแบบเดิมไว้ ร้านของคุณก็จะมีศักยภาพลดลงจากเมื่อครั้งเปิดร้าน ในไม่ช้า คุณอาจจะต้องจับยุงกินเป็นอาหาร เพราะลูกค้าจะที่เข้าร้านคุณ จะสร้างรายได้ให้คุณไม่คุ้มกับรายจ่ายที่มี นอกเสียจากว่าจะเกิดความสอดคล้องกันอีกครั้งหนึ่งระหว่างสภาพแวดล้อมกับพันธกิจของคุณ ซึ่งก็เกิดได้สองทางคือ ทางแรก คงพันธกิจเดิมเอาไว้ แล้วภาวนาให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนกลับมาเป็นแบบเดิม หรือทางที่สอง เปลี่ยนพันธกิจของร้านคุณเสียใหม่
ความสามารถหลักที่คุณเคยใช้ได้เป็นอย่างดี ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ทำเลทองหน้าป้ายรถเมล์ เมื่อป้ายรถเมล์ย้าย ทำเลนั้นก็คลายเสน่ห์ลง
สมมุติฐาน พันธกิจ และความสามารถหลักที่ใช้ในการแข่งขัน จึงต้องสอดคล้องต้องกันอยู่เสมอคุณถึงจะรักษาศักยภาพของธุรกิจของคุณไว้ได้
ปัญหาของผู้ประกอบการร้านขายยาก็คือ สถานการณ์ที่เป็นจริงในวันนี้ มันเปลี่ยนจากวันที่เราเริ่มก่อตั้งกิจการไปมาก สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว นี่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศักภาพของธุรกิจร้านขายยาส่วนใหญ่ลดลง และก็จะเป็นเหตุที่ทำให้ร้านที่ยังมีศักยภาพในปัจจุบันนี้ เสื่อมศักยภาพลงในอนาคต หากมิได้ตระหนักถึงเรื่องนี้
2. ทุนที่เพียงพอ
ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ การบริหารธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องมากกว่าการสร้างกำไร แต่เมื่อธุรกิจเริ่มอยู่ตัว ธุรกิจก็จะหันมาให้ความสำคัญกับกำไร แต่มิได้หมายความว่าจะเลิกใส่ใจกับเรื่องสภาพคล่อง ถ้าเปรียบกำไรเป็นเหมือนกับอาหารที่หล่อเลี้ยงให้ธุรกิจมีพลังที่จะขับเคลื่อนต่อไป สภาพคล่องก็เปรียบได้กับลมหายใจของธุรกิจ เราอาจขาดอาหารได้หลายวันโดยไม่ตาย แต่ถ้าขาดลมหายใจเมื่อไหร่ ก็ตายทันที
ธุรกิจก็เช่นกัน คุณสามารถขายของขาดทุนได้นานเท่าที่เงินในกระเป๋าคุณยังมีจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายของธุรกิจ แม้ว่าธุรกิจของคุณจะกำไรดีแค่ไหนก็ตาม คุณก็ต้องล้ม
คุณอาจรู้สึกสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ธุรกิจมีกำไร แต่กลับขาดสภาพคล่อง
นี่เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายๆคมอาจไม่ทันคิดถึง ในบางครั้งที่มีการขยายตัวของยอดขายขนานใหญ่ การขยายตัวนี้อาจหมายถึงรายได้และกำไรก้อนโต แต่ถ้าเงินก้อนนี้จะเข้ากระเป๋าคุณตามหลังรายจ่ายที่เป็นต้นทุนของยอดขาย เช่น คุณขายของโดยมีกำหนดรับชำระเงินที่สี่สิบห้าวันหลังส่งสินค้า แต่กำหนดชำระเงินค่าสินค้าที่คุณซื้อมานั้น อยู่ที่สามสิบวันหลังรับสินค้า นั่นคือ รายจ่ายก้อนโตของคุณถึงกำหนดก่อนที่คุณจะได้จะรับชำระค่าสินค้า ส่วนต่างสิบห้าวันนี้ คือช่วงเวลาที่คุณจะต้องบริหารการเงินให้ดี และจะต้องยิ่งระวังมากขึ้น หากสภาพคล่องของคุณเริ่มตึงตัว
ปกติ แต่ละธุรกิจก็จะเตรียมสำรองทุนหมุนเวียนไว้ระดับหนึ่งเพื่อให้เกิดสภาพคล่องที่เหมาะสมกับธุรกิจ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัวเพราะธุรกิจมีศักยภาพมากขึ้น ก็จะมีปัญหาในเรื่องความพอเพียงของเงินทุน เพื่อป้องกันปัญหาเงินทุนหมุนเวียนไม่หมุนอย่างคล่องตัวเหมือนเดิม คุณก็ต้องตัดสินใจแก้ปัญหาในเรื่องทุนโดยการเติมเงินลงไปในกิจการของคุณ ซึ่งก็มีหลายวิธีให้คุณตัดสินใจ
3. ระบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม
เมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจ ระบบต่างๆยังไม่เข้าที่เข้าทาง นั่นจำเป็นต้องอาศัยความสามารถของตัวบุคคลเป็นอย่างมากในการผลักดันให้งานไหลลื่น แต่เมื่องานเริ่มอยู่ตัวแล้ว คุณควรจะคิดถึงการสร้างระบบการบริหารจัดการที่ดีไว้เป็นหลัก เพื่อลดการพึ่งพาตัวบุคคล แม้ว่าตัวบุคคลที่พึ่งพานั้นจะเป็นตัวคุณเองก็ตาม
ระบบบริหารจัดการที่ดี ทำให้งานในร้านของคุณไหลลื่น ทุกงานมีผู้รับผิดชอบ งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการตรวจสอบเพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือความผิดพลาด นั่นเป็นประโยชน์ที่รับรู้กันทั่วไป
การที่ร้านคุณหันมาพึ่งพาระบบบริหารจัดการ เป็นการแกะตัวคุณเองออกจากงานประจำ คุณจะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้นในขณะที่งานของร้านคุณยังเดินต่อไปได้ อีกทั้งคุณอาจใช้เวลาที่ว่างจากงานประจำนี้มาคิดถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านต่างๆของร้าน หรือการขยายธุรกิจก็ได้
และเมื่อถึงเวลาเหมาะสม คุณก็สามารถส่งต่อกิจการของคุณให้กับทายาทได้
ร้านที่อยู่ด้วยความสามารถส่วนบุคคล ถ้าในร้านมีคุณเก่งอยู่คนเดียว หากไม่มีคุณแล้ว ทายาทของคุณจะสืบทอดร้านไปได้อย่างไร เทียบกับร้านที่อยู่ได้ด้วยระบบ การเปลี่ยนรุ่น ก็คือการเปลี่ยนผู้ควบคุมระบบ ส่วนระบบก็เดินไปตามปกติอยู่แล้วแม้ไม่มีผู้ควบคุมระบบ การสืบทอดกิจการจากรุ่นสู่รุ่นจึงเป็นไปได้อย่างไม่ยุ่งยาก
แต่ระบบการบริหารจัดการที่ดี คงหนีการใช้ไอทีเป็นเครื่องมือไปไม่พ้น
ในการบริหารธุรกิจใดๆ คุณหนีไม่พ้นที่จะต้องจัดการงานทั้งสามด้านนี้ให้สมดุล เมื่อใดที่เกิดคอขวดขึ้นที่งานใด คุณก็ต้องจัดการขยายคอขวดนั้นก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งคอขวดของธุรกิจมันจะเกิดขึ้นเสมอ เมื่อแก้ปัญหาด้านหนึ่งเสร็จ ก็จะเกิดปัญหากับอีกด้านหนึ่งแทน
เมื่อธุรกิจคุณขยายตัว คุณจะมีปัญหาเรื่องความต้องการเงินทุนที่เพิ่มขึ้น เมื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนเสร็จ ปัญหาก็จะมาปูดขึ้นตรงระบบริหารจัดการ เพราะระบบที่คุณวางไว้ก่อนที่ธุรกิจของคุณจะขยายตัว มันจะเริ่มไม่เหมาะสม อาจเป็นเพราะฝ่ายขายของคุณมีอำนาจมากเกินไปจากการผ่อนคลายกฎต่างๆเพื่อให้รองรับกับลูกค้าที่มากขึ้น หรือหน่วยงานสนับสนุนเริ่มไม่เพียงพอ เป็นต้น
เมื่อคุณแก้ปัญหาเรื่องระบบบริหารจัดการเสร็จ สภาพแวดล้อมก็จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในปัจจุบัน เราไม่นิยมวางแผนไว้ระยะยาวเกินห้าปี เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และไม่เหมือนเดิมอีก แผนที่วางไว้เกินกว่านั้นส่วนใหญ่จึงไร้ประโยชน์ คุณจึงต้องมาใส่ใจกับเรื่องการปรับศักยภาพของธุรกิจ และทุน และระบบบริหาร วนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ ตราบเท่าที่คุณยังหวังจะให้ธุรกิจของคุณคงอยู่
ร้านขายยาก็เช่นกัน โดยเฉพาะร้านที่เปิดมานานเกินกว่ายี่สิบปี มักจะมีปัญหาใหญ่ในเรื่องของศักยภาพธุรกิจ รองลงมาก็คือระบบบริหาร
ปัญหาของร้านขายยาในเรื่องศักยภาพของธุรกิจนั้น เกิดเพราะผู้บริหารร้านขายยาไม่เคยทบทวนทฤษฎีธุรกิจของตัวเองว่ายังมีความเหมาะสมอยู่หรือไม่ ทั้งๆที่เงื่อนไขเรื่องสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปไกลสุดกู่แล้ว
ส่วนร้านอื่นๆนั้น ปัญหายังไม่เกิดขึ้นจนกว่าทฤษฎีธุรกิจของร้านนั้นๆ (ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใหม่กว่า สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมมากกว่าร้านที่เปิดมานานแล้ว) จะเริ่มล้าสมัย ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนหากมิได้มีการทบทวนทฤษฎีธุรกิจของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะสภาพแวดล้อมต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงหนีไปจากปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา
หากคุณต้องการให้ธุรกิจของตัวเองเดินต่อไปได้ ต้องให้ความสนใจกับงานทั้งสามด้านอยู่เสมอ
1. รูปแบบธุรกิจที่มีศักยภาพ
2. ทุนที่เพียงพอ
3. ระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม
1. รูปแบบธุรกิจที่มีศักยภาพ
ทุกธุรกิจที่ตั้งขึ้น ต่างก็หวังหวังกำไรจาการประกอบกิจการ กำไรนอกจากจะเป็นผลตอบแทนสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแล้ว กำไรยังเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจเดินต่อไป และเติบโต หากธุรกิจใดที่ประกอบกิจการโดยไม่สามารถสร้างผลกำไรได้เพียงพอ ค่าใช้จ่ายต่างๆของธุรกิจ จะดูดซับเงินทุนของธุรกิจออกไป ธุรกิจจะประสบกับปัญหาสภาพคล่อง ไม่สามารถชำระหนี้สินหมุนเวียนต่างๆได้ และต้องเลิกกิจการในที่สุด ช้าเร็วเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับสายป่าน หรือเม็ดเงินที่เป็นทุนหมุนเวียนที่ธุรกิจนั้นๆมีอยู่
การที่ธุรกิจจะสร้างผลกำไรได้เพียงพอ นั่นขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจว่าสามารถดึงดูด(เงิน)ลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด นั่นก็คือศักยภาพของธุรกิจนั่นเอง
คุณสามารถวิเคราะห์ศักยภาพของธุรกิจได้จากตัวเลขทางบัญชีได้ เป็นต้นว่า ดูอัตราการโตของยอดขาย อัตราการโตของกำไร หากตัวเลขพวกนี้ยังเติบโตอยู่ ธุรกิจของคุณก็อาจจะยังไม่เป็นอะไร
แต่การวิเคราะห์ตัวเลขเหล่านี้ เป็นเพียงบอกอดีตที่ผ่านมาของกิจการ ซึ่งเราก็คาดหมายอย่างคาดหวังว่า อนาคตมันจะดีแบบนี้ต่อไป ซึ่งในโลกความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ เพราะเมื่อเกินจากจุดสูงสุดไป มันก็คือความตกต่ำนั่นเอง เหมือนการเลื่อนชั้นจากพระเอก หรือนางเอกดังรุ่นก่อนไปสู่การเป็นพ่อแม่พระนางรุ่นใหม่ที่เราคงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดใหม่
มันจึงปลอดภัยกว่า หากว่าเราจะมีวิธีการตรวจสอบศักยภาพของธุรกิจที่มองปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเราเน้นไปที่ความเหมาะสมของรูปแบบธุรกิจ จึงควรจะตรวจสอบลึกลงไปที่ทฤษฎีธุรกิจ (Business Theories)
ทุกหน่วยงานจะมีทฤษฎีธุรกิจของตัวเองทั้งที่อยู่ในรูปของแผน หรือความคิดในหัวของผู้ประกอบกิจการเอง ซึ่งทุกทฤษฎีธุรกิจจะประกอบด้วยเรื่องสามเรื่อง คือ
1. สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
2. พันธกิจ
3. ความสามารถหลักเพื่อที่จะบรรลุพันธกิจ
เมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจ คุณจะมีชุดข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ที่ทำให้คุณเห็นโอกาสที่จะประกอบธุรกิจ คุณจึงกำหนดพันธกิจของกิจการของคุณขึ้นมา เช่น เปิดร้านจำหน่ายยาแก่คนในชุมชนซึ่งเจ็บป่วยเล็กน้อยและไม่สะดวกที่จะไปใช้บริการจากโรงพยาบาล และคุณก็ต้องสร้างความสามารถหลักเพื่อที่จะทำให้พันธกิจของคุณเป็นจริง เช่น การหาสินค้า การหาบุคคลากร การหาทำเลเปิดร้าน เป็นต้น
แต่สภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป คุณก็ไม่สามารถคงพันธกิจเดิมเอาไว้
เมื่อคนในชุมชนของร้านคุณ มีความรู้สึกสะดวกกายและสะดวกใจเป็นอย่างยิ่งที่จะไปใช้บริการสาธารณสุขอื่นที่ไม่ใช่ร้านของคุณอีกต่อไป เช่น โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โอกาสที่คุณจะขายสินค้าได้จึงลดลง ซึ่งหากคุณยังคงยึดถือพันธกิจแบบเดิมไว้ ร้านของคุณก็จะมีศักยภาพลดลงจากเมื่อครั้งเปิดร้าน ในไม่ช้า คุณอาจจะต้องจับยุงกินเป็นอาหาร เพราะลูกค้าจะที่เข้าร้านคุณ จะสร้างรายได้ให้คุณไม่คุ้มกับรายจ่ายที่มี นอกเสียจากว่าจะเกิดความสอดคล้องกันอีกครั้งหนึ่งระหว่างสภาพแวดล้อมกับพันธกิจของคุณ ซึ่งก็เกิดได้สองทางคือ ทางแรก คงพันธกิจเดิมเอาไว้ แล้วภาวนาให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนกลับมาเป็นแบบเดิม หรือทางที่สอง เปลี่ยนพันธกิจของร้านคุณเสียใหม่
ความสามารถหลักที่คุณเคยใช้ได้เป็นอย่างดี ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ทำเลทองหน้าป้ายรถเมล์ เมื่อป้ายรถเมล์ย้าย ทำเลนั้นก็คลายเสน่ห์ลง
สมมุติฐาน พันธกิจ และความสามารถหลักที่ใช้ในการแข่งขัน จึงต้องสอดคล้องต้องกันอยู่เสมอคุณถึงจะรักษาศักยภาพของธุรกิจของคุณไว้ได้
ปัญหาของผู้ประกอบการร้านขายยาก็คือ สถานการณ์ที่เป็นจริงในวันนี้ มันเปลี่ยนจากวันที่เราเริ่มก่อตั้งกิจการไปมาก สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว นี่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศักภาพของธุรกิจร้านขายยาส่วนใหญ่ลดลง และก็จะเป็นเหตุที่ทำให้ร้านที่ยังมีศักยภาพในปัจจุบันนี้ เสื่อมศักยภาพลงในอนาคต หากมิได้ตระหนักถึงเรื่องนี้
2. ทุนที่เพียงพอ
ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ การบริหารธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องมากกว่าการสร้างกำไร แต่เมื่อธุรกิจเริ่มอยู่ตัว ธุรกิจก็จะหันมาให้ความสำคัญกับกำไร แต่มิได้หมายความว่าจะเลิกใส่ใจกับเรื่องสภาพคล่อง ถ้าเปรียบกำไรเป็นเหมือนกับอาหารที่หล่อเลี้ยงให้ธุรกิจมีพลังที่จะขับเคลื่อนต่อไป สภาพคล่องก็เปรียบได้กับลมหายใจของธุรกิจ เราอาจขาดอาหารได้หลายวันโดยไม่ตาย แต่ถ้าขาดลมหายใจเมื่อไหร่ ก็ตายทันที
ธุรกิจก็เช่นกัน คุณสามารถขายของขาดทุนได้นานเท่าที่เงินในกระเป๋าคุณยังมีจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายของธุรกิจ แม้ว่าธุรกิจของคุณจะกำไรดีแค่ไหนก็ตาม คุณก็ต้องล้ม
คุณอาจรู้สึกสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ธุรกิจมีกำไร แต่กลับขาดสภาพคล่อง
นี่เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายๆคมอาจไม่ทันคิดถึง ในบางครั้งที่มีการขยายตัวของยอดขายขนานใหญ่ การขยายตัวนี้อาจหมายถึงรายได้และกำไรก้อนโต แต่ถ้าเงินก้อนนี้จะเข้ากระเป๋าคุณตามหลังรายจ่ายที่เป็นต้นทุนของยอดขาย เช่น คุณขายของโดยมีกำหนดรับชำระเงินที่สี่สิบห้าวันหลังส่งสินค้า แต่กำหนดชำระเงินค่าสินค้าที่คุณซื้อมานั้น อยู่ที่สามสิบวันหลังรับสินค้า นั่นคือ รายจ่ายก้อนโตของคุณถึงกำหนดก่อนที่คุณจะได้จะรับชำระค่าสินค้า ส่วนต่างสิบห้าวันนี้ คือช่วงเวลาที่คุณจะต้องบริหารการเงินให้ดี และจะต้องยิ่งระวังมากขึ้น หากสภาพคล่องของคุณเริ่มตึงตัว
ปกติ แต่ละธุรกิจก็จะเตรียมสำรองทุนหมุนเวียนไว้ระดับหนึ่งเพื่อให้เกิดสภาพคล่องที่เหมาะสมกับธุรกิจ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัวเพราะธุรกิจมีศักยภาพมากขึ้น ก็จะมีปัญหาในเรื่องความพอเพียงของเงินทุน เพื่อป้องกันปัญหาเงินทุนหมุนเวียนไม่หมุนอย่างคล่องตัวเหมือนเดิม คุณก็ต้องตัดสินใจแก้ปัญหาในเรื่องทุนโดยการเติมเงินลงไปในกิจการของคุณ ซึ่งก็มีหลายวิธีให้คุณตัดสินใจ
3. ระบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม
เมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจ ระบบต่างๆยังไม่เข้าที่เข้าทาง นั่นจำเป็นต้องอาศัยความสามารถของตัวบุคคลเป็นอย่างมากในการผลักดันให้งานไหลลื่น แต่เมื่องานเริ่มอยู่ตัวแล้ว คุณควรจะคิดถึงการสร้างระบบการบริหารจัดการที่ดีไว้เป็นหลัก เพื่อลดการพึ่งพาตัวบุคคล แม้ว่าตัวบุคคลที่พึ่งพานั้นจะเป็นตัวคุณเองก็ตาม
ระบบบริหารจัดการที่ดี ทำให้งานในร้านของคุณไหลลื่น ทุกงานมีผู้รับผิดชอบ งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการตรวจสอบเพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือความผิดพลาด นั่นเป็นประโยชน์ที่รับรู้กันทั่วไป
การที่ร้านคุณหันมาพึ่งพาระบบบริหารจัดการ เป็นการแกะตัวคุณเองออกจากงานประจำ คุณจะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้นในขณะที่งานของร้านคุณยังเดินต่อไปได้ อีกทั้งคุณอาจใช้เวลาที่ว่างจากงานประจำนี้มาคิดถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านต่างๆของร้าน หรือการขยายธุรกิจก็ได้
และเมื่อถึงเวลาเหมาะสม คุณก็สามารถส่งต่อกิจการของคุณให้กับทายาทได้
ร้านที่อยู่ด้วยความสามารถส่วนบุคคล ถ้าในร้านมีคุณเก่งอยู่คนเดียว หากไม่มีคุณแล้ว ทายาทของคุณจะสืบทอดร้านไปได้อย่างไร เทียบกับร้านที่อยู่ได้ด้วยระบบ การเปลี่ยนรุ่น ก็คือการเปลี่ยนผู้ควบคุมระบบ ส่วนระบบก็เดินไปตามปกติอยู่แล้วแม้ไม่มีผู้ควบคุมระบบ การสืบทอดกิจการจากรุ่นสู่รุ่นจึงเป็นไปได้อย่างไม่ยุ่งยาก
แต่ระบบการบริหารจัดการที่ดี คงหนีการใช้ไอทีเป็นเครื่องมือไปไม่พ้น
ในการบริหารธุรกิจใดๆ คุณหนีไม่พ้นที่จะต้องจัดการงานทั้งสามด้านนี้ให้สมดุล เมื่อใดที่เกิดคอขวดขึ้นที่งานใด คุณก็ต้องจัดการขยายคอขวดนั้นก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งคอขวดของธุรกิจมันจะเกิดขึ้นเสมอ เมื่อแก้ปัญหาด้านหนึ่งเสร็จ ก็จะเกิดปัญหากับอีกด้านหนึ่งแทน
เมื่อธุรกิจคุณขยายตัว คุณจะมีปัญหาเรื่องความต้องการเงินทุนที่เพิ่มขึ้น เมื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนเสร็จ ปัญหาก็จะมาปูดขึ้นตรงระบบริหารจัดการ เพราะระบบที่คุณวางไว้ก่อนที่ธุรกิจของคุณจะขยายตัว มันจะเริ่มไม่เหมาะสม อาจเป็นเพราะฝ่ายขายของคุณมีอำนาจมากเกินไปจากการผ่อนคลายกฎต่างๆเพื่อให้รองรับกับลูกค้าที่มากขึ้น หรือหน่วยงานสนับสนุนเริ่มไม่เพียงพอ เป็นต้น
เมื่อคุณแก้ปัญหาเรื่องระบบบริหารจัดการเสร็จ สภาพแวดล้อมก็จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในปัจจุบัน เราไม่นิยมวางแผนไว้ระยะยาวเกินห้าปี เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และไม่เหมือนเดิมอีก แผนที่วางไว้เกินกว่านั้นส่วนใหญ่จึงไร้ประโยชน์ คุณจึงต้องมาใส่ใจกับเรื่องการปรับศักยภาพของธุรกิจ และทุน และระบบบริหาร วนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ ตราบเท่าที่คุณยังหวังจะให้ธุรกิจของคุณคงอยู่
ร้านขายยาก็เช่นกัน โดยเฉพาะร้านที่เปิดมานานเกินกว่ายี่สิบปี มักจะมีปัญหาใหญ่ในเรื่องของศักยภาพธุรกิจ รองลงมาก็คือระบบบริหาร
ปัญหาของร้านขายยาในเรื่องศักยภาพของธุรกิจนั้น เกิดเพราะผู้บริหารร้านขายยาไม่เคยทบทวนทฤษฎีธุรกิจของตัวเองว่ายังมีความเหมาะสมอยู่หรือไม่ ทั้งๆที่เงื่อนไขเรื่องสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปไกลสุดกู่แล้ว
ส่วนร้านอื่นๆนั้น ปัญหายังไม่เกิดขึ้นจนกว่าทฤษฎีธุรกิจของร้านนั้นๆ (ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใหม่กว่า สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมมากกว่าร้านที่เปิดมานานแล้ว) จะเริ่มล้าสมัย ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนหากมิได้มีการทบทวนทฤษฎีธุรกิจของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะสภาพแวดล้อมต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงหนีไปจากปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา
หากคุณต้องการให้ธุรกิจของตัวเองเดินต่อไปได้ ต้องให้ความสนใจกับงานทั้งสามด้านอยู่เสมอ
วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ทำไมร้านขายยาถึงตกยุค ?
ร้านขายยาที่มิได้เป็นร้านเครือข่าย จะมีข้อจำกัดที่เหมือนกับธุรกิจขนาดเล็กทั่วๆไปคือ มีทรัพยากรจำกัด ไม่สามารถจัดสรรให้กับกิจกรรมที่จำเป็นของธุรกิจได้อย่างรอบด้าน รวมถึงทรัพยากรบุคคลด้วย
ธุรกิจขนาดเล็กโดยทั่วไป จะแก้ปัญหาโดยการจัดสรรบุคคลากรให้กับงานที่สำคัญที่สุดอย่างเห็นได้ชัดเป็นลำดับแรก ซึ่งมักจะได้แก่งานขาย เพราะเป็นงานที่นำเงินเข้าร้าน ส่วนงานอื่นๆ เป็นต้นว่าบัญชี งานพัฒนาบุคคลากร หรือแม้แต่งานตรวจตราตัวเลขผลประกอบการเพื่อวิเคราะห์ดูสิ่งที่ควรทำ หรือสิ่งที่ควรเลิกทำ อันเป็นงานของผู้ประกอบการ ก็จะผลัดไว้ให้เป็นงานที่ว่างเมื่อไหร่ค่อยทำ หรือนานๆทำทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อไม่ได้ทำเป็นเวลานาน ก็จะเป็นงานที่ลืมไปว่าต้องทำ
ส่วนงานที่เกี่ยวกับการติดตามและตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อธุรกิจ ก็จะกลายเป็นงานที่ธุรกิจขนาดเล็กไม่เคยคิดว่าจะต้องทำ โดยเฉพาะธุรกิจที่ก่อตั้งมาเกินสามสิบปี ซึ่งอาจเป็นเพราะในอดีต สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปช้ามากๆ จนผ่านเดือนผ่านปีไปอย่างไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญกับธุรกิจ เวลาจึงเกือบจะเหมือนกับหยุดนิ่งสำหรับโลกธุรกิจยุคเดิม
สิ่งนี้ ไม่เป็นจริงกับโลกทุกวันนี้ ที่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเห็นได้แทบจะทุกวัน บางครั้งอาจต้องจับตามองความเปลี่ยนแปลงเป็นรายวินาทีด้วยซ้ำ เช่นในช่วงที่เกิดวิกฤติต่างๆที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง เหตุการณ์ต่างๆอาจพลิกกลับเป็นตรงกันข้ามในช่วงเสี้ยววินาที การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ร้านขายยาก็เช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีบุคคลากรไม่มากนักภายในร้าน และจะจัดสรรลงในงานขาย หรือจ่ายยาซึ่งเป็นงานประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เพราะเป็นงานที่นำเงินเข้าร้าน โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานบริหารอันเป็นงานของผู้ประกอบการเอง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ร้านขายยาดั้งเดิมไม่อาจรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและไม่อาจปรับตัวได้ทัน ทั้งๆที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ มีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมาย มีทั้งที่เป็นวิกฤติที่ร้านขายยาควรหลีกเลี่ยง ซึ่งสามารถจะวางแผนหลีกเลี่ยงได้แต่เนิ่นๆ และก็มีทั้งโอกาสที่ร้านขายยาควรจะฉกฉวยเอาไว้ในการทำให้ธุรกิจเข้มแข็งขึ้น
แต่เป็นเพราะ ผู้ประกอบการทั้งหลายใช้เวลาทั้งหมดไปกับการขาย ซึ่งเป็นงานของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยมิได้แบ่งเวลาให้กับงานของผู้ประกอบการเอง ดังนั้น พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ธุรกิจของตัวเองก็ตกยุคไปแล้ว
การตกยุคนี้ เป็นการตกยุคเพราะทฤษฎีธุรกิจที่ร้านขายยาร้านนั้นใช้อยู่ ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทฤษฎีธุรกิจของร้านขายยาจำนวนมากไม่เป็นจริงกับปัจจุบัน ทั้งๆที่มันเคยใช้การได้ดีในเวลาที่คุณเริ่มก่อตั้งกิจการ
ทุกๆหน่วยงาน (แม้แต่หน่วยงานเช่นสมาคม หรือกระทรวง ทบวง กรม) รวมถึงทุกๆร้านขายยาจะก่อตั้งมาพร้อมกับทฤษฎีธุรกิจของตัวเองชุดหนึ่ง ไม่ว่าจะคิดไว้ก่อนหรือไม่ หรือจะจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเปล่า
ในทุกทฤษฎีธุรกิจ จะประกอบด้วยเรื่องสามเรื่องคือ
• สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
• พันธกิจ
• ความสามารถหลักเพื่อที่จะบรรลุพันธกิจ
สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
ในขณะที่คุณก่อตั้งธุรกิจจะมีสภาพแวดล้อมต่างๆมากมาย แต่มีเพียงสภาพแวดล้อมบางอย่างเท่านั้นที่คุณจะเลือกมาใช้เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจของคุณ สภาพแวดล้อมอื่นจะเป็นเพียงข้อเท็จจริงที่คุณต้องคำนึงถึงหรือรับรู้ว่ามีอยู่
เป็นต้นว่า สามสี่สิบปีที่แล้ว การสาธารณสุขของภาครัฐยังไม่ทั่วถึง ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ลำบาก ในขณะที่สาธารณสุขของภาคเอกชนอื่น เช่นโรงพยาบาล ก็มีราคาแพง นี่เป็นสภาพแวดล้อมที่คุณใช้เป็นโอกาสเพื่อเสนอตัวเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้โดยก่อตั้งธุรกิจร้านขายยาขึ้นมา
ส่วนสภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบที่ว่า มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการทำละเมิด ที่บัญญัติให้ผู้ที่ก่อความเสียหายให้แก่บุคคลอื่นต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำของตนนั้น เป็นเพียงข้อเท็จจริงหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องรับรู้ แต่อาจไม่มีผลต่อกลยุทธหลักของธุรกิจในขณะนั้น
สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านต่างๆที่สำคัญที่คุณควรให้ความสนใจ
1. ด้านสังคม
2. ด้านเศรษฐกิจ
3. ด้านการเมืองและกฎระเบียบต่างๆ
4. ด้านเทคโนโลยี
5. ด้านการแข่งขัน
พันธกิจ
หรือภารกิจ หมายถึงข้อความที่แสดงแนวทางหลักในการอยู่รอดของธุรกิจ โดยระบุถึงของเขตของงาน บทบาทหน้าที่ที่ธุรกิจต้องกระทำ
สภาพแวดล้อมจะเป็นสิ่งกำหนดพันธกิจของคุณ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป พันธกิจก็ไม่อาจจะคงเดิม
เมื่อคุณเริ่มก่อตั้งร้านของคุณ คุณอาจเรียกร้านของคุณว่าเป็น “ร้านขายยา” พันธกิจของร้านคุณก็คือ “จำหน่ายาให้แก่คนในชุมชน” แต่สภาพแวดล้อมทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากในอดีต
• ลูกค้าต้องการมากกว่าการรักษาการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นการแก้ เปลี่ยนมาเป็นความต้องการสุขภาพที่ดี ซึ่งเป็นการป้องกัน
• ลูกค้าไม่ได้อยู่ในชุมชนเดียว การเดินทางสัญจรเป็นไปอย่างสะดวก และมีชุมชนเสมือนในโลกอินเตอร์เน็ต นั่นหมายถึง คุณไม่ได้เป็นตัวเลือกเดียวของลูกค้า
• ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการโรงพยาบาล หรือคลินิค ได้ง่ายกว่าในอดีต และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จากการเกิดขึ้นของโครงการหลักประกันสุขภาพของภาครัฐ นั่นหมายถึงว่า ร้านขายยาไม่ใช่ตัวเลือกแรกเพียงตัวเลือกเดียวเมื่อผู้บริโภคมีการเจ็บป่วยเล็กน้อยอีกต่อไป
หากคุณกำหนดพันธกิจไว้แคบ ก็จะมองไม่เห็นโอกาส เช่น การขาย “ยา” กับการขาย “สินค้าสุขภาพ” ก็มีความกว้างแคบของขอบเขตงานที่จะทำต่างกัน ทั้งๆที่มีกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ทักษะหรือทรัพยากรที่ผู้ประกอบการต้องมีใกล้เคียงกัน แต่โอกาสในการขายต่างกันมาก
แต่ถ้าคุณกำหนดพันธกิจเป็นการ “ขายปลีก” นั่นหมายถึงคุณตั้งใจจะขายทุกอย่าง คุณก็ต้องประมาณดูว่า คุณจะต้องมีพื้นที่ขายมากเพียงใด ต้องใช้ทุนสำหรับการซื้อสินค้ามาสำรองเพื่อขายปลีกมากเพียงใดจึงจะทำให้คุณเป็นร้านขายปลีกที่สมบูรณ์ในความคิดของลูกค้า
การกำหนดความกว้างแคบของพันธกิจจึงต้องพิจารณาถึงความสามารถของตนเองด้วย
ความสามารถหลัก
คือสิ่งที่คุณต้องมีเพื่อที่จะบรรลุตามพันธกิจที่วางไว้ คุณต้องพยายามสร้างความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวให้เป็นจุดแข็งของคุณไม่ว่าคุณจะมีมันอยู่ในเวลาเริ่มต้นหรือไม่
ทฤษฎีธุรกิจทั้งสามหัวข้อนี้คือ สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม, พันธกิจ และความสามารถหลัก จะต้องมีลักษณะสอดคล้องกับความเป็นจริง และสอดคล้องซึ่งกันและกัน และเพื่อให้เกิดผลสำเร็จเป็นมรรคเป็นผลขึ้น ทุกคนภายในธุรกิจของคุณจำเป็นจะต้องรู้ถึงทฤษฎีธุรกิจที่ใช้อยู่ เพื่อที่จะได้ช่วยกันพายช่วยกันจ้ำเพื่อนำธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือ ทฤษฎีธุรกิจที่ใช้อยู่นี้ ควรจะต้องมีการทดสอบความเหมาะสมเป็นระยะเพื่อป้องกันการใช้ทฤษฎีธุรกิจที่ตกยุคล้าสมัยในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า แบบที่ร้านขายยาส่วนใหญ่ประสบอยู่ในทุกวันนี้
การตรวจสอบทฤษฎีธุรกิจ
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ทฤษฎีธุรกิจที่ไม่เหมาะสม จึงควรมีการตรวจสอบทฤษฎีธุรกิจของคุณ ทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อม, พันธกิจ และความสามารถหลัก ว่ายังเหมาะสมดีอยู่หรือไม่ โดย
1. การตรวจสอบตามระยะเวลา (แบบเดียวกับการเอารถเข้าอู่เพื่อตรวจสภาพความพร้อมใช้งาน) เป็นต้นว่า ทุกสามปี ให้มีการตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ หรือนโยบาย หรือช่องทางการจัดจำหน่าย ว่า ถ้าไม่มีสิ่งนี้ คุณจะทำอย่างไร
2. การศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกธุรกิจ ดูความเปลี่ยนแปลง และความเป็นไป ทั้งนี้เพราะสังคมนอกธุรกิจ มีขนาดใหญ่กว่าสังคมภายในธุรกิจของคุณ ความเปลี่ยนแปลงใดๆที่จะเกิดขึ้น มักจะเกิดขึ้นจากภายนอกธุรกิจก่อน หากคุณสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน คุณก็มีโอกาสที่จะทบทวนทฤษฎีธุรกิจของคุณก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงจะเข้าสู่ธุรกิจ
3. การดักจับสัญญาณเตือนภัย ทฤษฎีธุรกิจที่ไม่เหมาะสม อาจส่งสัญญาณเตือนในหลายๆรูปแบบ เป็นต้นว่า
• ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวโดยไม่คาดคิด นั่นแสดงว่าสิ่งที่คุณคาดคิดไว้ มันอาจจะมีอะไรไม่ถูกต้องอยู่
• ความสำเร็จเกินที่คาดหวัง มีผลทำให้ธุรกิจของคุณอาจมีอะไรบางอย่างขยายผิดสัดส่วนที่ควรจะเป็น หรือผิดรูปจากที่ออกแบบไว้เมื่อครั้งวางทฤษฎีธุรกิจใหม่ ฝ่ายขายของคุณอาจขยายใหญ่ขึ้น จนเกินกว่าหน่วยงานสนับสนุนจะรับไหว หรือาจมีอำนาจเกินกว่าระบบการถ่วงดุลหรือระบบตรวจสอบที่ออกแบบไว้จะทำหน้าที่ได้ ระบบการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน หรือกับหน่วยงานอื่นในองค์การ หรือกับลูกค้าอาจเปลี่ยนไป และในที่สุดมันจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของคุณในช่วงต่อไป จึงควรเป็นโอกาสที่จะทบทวนว่า ทฤษฎีธุรกิจเดิมยังจะทำหน้าที่ได้หรือไม่
• การบรรลุพันธกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้ คุณออกแบบธุรกิจของคุณเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายตามพันธกิจ โดยอาศัยความสามารถหลักที่คุณสร้างขึ้น เมื่อพันธกิจบรรลุแล้ว การจะรักษาความสำเร็จตามพันธกิจไว้ อาจต้องใช้ความสามารถหลักอย่างอื่นนอกเหนือไปจากความสามารถหลักที่คุณเคยใช้ในการบรรลุพันธกิจ การบรรลุพันธกิจ จึงไม่ใช่เวลาแห่งการฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นเวลาของการทบทวนทฤษฎีธุรกิจอีกด้วย
การพยายามใช้ทฤษฎีธุรกิจที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์อีกต่อไป นอกจากจะเป็นการเสียแรงในการทำงานมากกว่าที่ควร เสียทรัพยากรให้กับธุรกิจโดยสร้างผลตอบแทนให้คุณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว ยังจะเป็นถ่วงคุณให้เสียเวลาที่คุณควรจะละเลียดกับความสำเร็จที่คุณควรจะได้รับให้มันเนิ่นช้าออกไป
จึงควรที่คุณจะหันมาทบทวนทฤษฎีธุรกิจของคุณ ไม่ว่าทฤษฎีธุรกิจเดิมของคุณมันจะอยู่ในกระดาษในรูปของแผน หรือจะอยู่ในใจของคุณในรูปของความเชื่อ
ธุรกิจขนาดเล็กโดยทั่วไป จะแก้ปัญหาโดยการจัดสรรบุคคลากรให้กับงานที่สำคัญที่สุดอย่างเห็นได้ชัดเป็นลำดับแรก ซึ่งมักจะได้แก่งานขาย เพราะเป็นงานที่นำเงินเข้าร้าน ส่วนงานอื่นๆ เป็นต้นว่าบัญชี งานพัฒนาบุคคลากร หรือแม้แต่งานตรวจตราตัวเลขผลประกอบการเพื่อวิเคราะห์ดูสิ่งที่ควรทำ หรือสิ่งที่ควรเลิกทำ อันเป็นงานของผู้ประกอบการ ก็จะผลัดไว้ให้เป็นงานที่ว่างเมื่อไหร่ค่อยทำ หรือนานๆทำทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อไม่ได้ทำเป็นเวลานาน ก็จะเป็นงานที่ลืมไปว่าต้องทำ
ส่วนงานที่เกี่ยวกับการติดตามและตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อธุรกิจ ก็จะกลายเป็นงานที่ธุรกิจขนาดเล็กไม่เคยคิดว่าจะต้องทำ โดยเฉพาะธุรกิจที่ก่อตั้งมาเกินสามสิบปี ซึ่งอาจเป็นเพราะในอดีต สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปช้ามากๆ จนผ่านเดือนผ่านปีไปอย่างไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญกับธุรกิจ เวลาจึงเกือบจะเหมือนกับหยุดนิ่งสำหรับโลกธุรกิจยุคเดิม
สิ่งนี้ ไม่เป็นจริงกับโลกทุกวันนี้ ที่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเห็นได้แทบจะทุกวัน บางครั้งอาจต้องจับตามองความเปลี่ยนแปลงเป็นรายวินาทีด้วยซ้ำ เช่นในช่วงที่เกิดวิกฤติต่างๆที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง เหตุการณ์ต่างๆอาจพลิกกลับเป็นตรงกันข้ามในช่วงเสี้ยววินาที การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ร้านขายยาก็เช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีบุคคลากรไม่มากนักภายในร้าน และจะจัดสรรลงในงานขาย หรือจ่ายยาซึ่งเป็นงานประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เพราะเป็นงานที่นำเงินเข้าร้าน โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานบริหารอันเป็นงานของผู้ประกอบการเอง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ร้านขายยาดั้งเดิมไม่อาจรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและไม่อาจปรับตัวได้ทัน ทั้งๆที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ มีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมาย มีทั้งที่เป็นวิกฤติที่ร้านขายยาควรหลีกเลี่ยง ซึ่งสามารถจะวางแผนหลีกเลี่ยงได้แต่เนิ่นๆ และก็มีทั้งโอกาสที่ร้านขายยาควรจะฉกฉวยเอาไว้ในการทำให้ธุรกิจเข้มแข็งขึ้น
แต่เป็นเพราะ ผู้ประกอบการทั้งหลายใช้เวลาทั้งหมดไปกับการขาย ซึ่งเป็นงานของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยมิได้แบ่งเวลาให้กับงานของผู้ประกอบการเอง ดังนั้น พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ธุรกิจของตัวเองก็ตกยุคไปแล้ว
การตกยุคนี้ เป็นการตกยุคเพราะทฤษฎีธุรกิจที่ร้านขายยาร้านนั้นใช้อยู่ ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทฤษฎีธุรกิจของร้านขายยาจำนวนมากไม่เป็นจริงกับปัจจุบัน ทั้งๆที่มันเคยใช้การได้ดีในเวลาที่คุณเริ่มก่อตั้งกิจการ
ทุกๆหน่วยงาน (แม้แต่หน่วยงานเช่นสมาคม หรือกระทรวง ทบวง กรม) รวมถึงทุกๆร้านขายยาจะก่อตั้งมาพร้อมกับทฤษฎีธุรกิจของตัวเองชุดหนึ่ง ไม่ว่าจะคิดไว้ก่อนหรือไม่ หรือจะจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเปล่า
ในทุกทฤษฎีธุรกิจ จะประกอบด้วยเรื่องสามเรื่องคือ
• สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
• พันธกิจ
• ความสามารถหลักเพื่อที่จะบรรลุพันธกิจ
สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
ในขณะที่คุณก่อตั้งธุรกิจจะมีสภาพแวดล้อมต่างๆมากมาย แต่มีเพียงสภาพแวดล้อมบางอย่างเท่านั้นที่คุณจะเลือกมาใช้เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจของคุณ สภาพแวดล้อมอื่นจะเป็นเพียงข้อเท็จจริงที่คุณต้องคำนึงถึงหรือรับรู้ว่ามีอยู่
เป็นต้นว่า สามสี่สิบปีที่แล้ว การสาธารณสุขของภาครัฐยังไม่ทั่วถึง ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ลำบาก ในขณะที่สาธารณสุขของภาคเอกชนอื่น เช่นโรงพยาบาล ก็มีราคาแพง นี่เป็นสภาพแวดล้อมที่คุณใช้เป็นโอกาสเพื่อเสนอตัวเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้โดยก่อตั้งธุรกิจร้านขายยาขึ้นมา
ส่วนสภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบที่ว่า มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการทำละเมิด ที่บัญญัติให้ผู้ที่ก่อความเสียหายให้แก่บุคคลอื่นต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำของตนนั้น เป็นเพียงข้อเท็จจริงหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องรับรู้ แต่อาจไม่มีผลต่อกลยุทธหลักของธุรกิจในขณะนั้น
สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านต่างๆที่สำคัญที่คุณควรให้ความสนใจ
1. ด้านสังคม
2. ด้านเศรษฐกิจ
3. ด้านการเมืองและกฎระเบียบต่างๆ
4. ด้านเทคโนโลยี
5. ด้านการแข่งขัน
พันธกิจ
หรือภารกิจ หมายถึงข้อความที่แสดงแนวทางหลักในการอยู่รอดของธุรกิจ โดยระบุถึงของเขตของงาน บทบาทหน้าที่ที่ธุรกิจต้องกระทำ
สภาพแวดล้อมจะเป็นสิ่งกำหนดพันธกิจของคุณ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป พันธกิจก็ไม่อาจจะคงเดิม
เมื่อคุณเริ่มก่อตั้งร้านของคุณ คุณอาจเรียกร้านของคุณว่าเป็น “ร้านขายยา” พันธกิจของร้านคุณก็คือ “จำหน่ายาให้แก่คนในชุมชน” แต่สภาพแวดล้อมทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากในอดีต
• ลูกค้าต้องการมากกว่าการรักษาการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นการแก้ เปลี่ยนมาเป็นความต้องการสุขภาพที่ดี ซึ่งเป็นการป้องกัน
• ลูกค้าไม่ได้อยู่ในชุมชนเดียว การเดินทางสัญจรเป็นไปอย่างสะดวก และมีชุมชนเสมือนในโลกอินเตอร์เน็ต นั่นหมายถึง คุณไม่ได้เป็นตัวเลือกเดียวของลูกค้า
• ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการโรงพยาบาล หรือคลินิค ได้ง่ายกว่าในอดีต และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จากการเกิดขึ้นของโครงการหลักประกันสุขภาพของภาครัฐ นั่นหมายถึงว่า ร้านขายยาไม่ใช่ตัวเลือกแรกเพียงตัวเลือกเดียวเมื่อผู้บริโภคมีการเจ็บป่วยเล็กน้อยอีกต่อไป
หากคุณกำหนดพันธกิจไว้แคบ ก็จะมองไม่เห็นโอกาส เช่น การขาย “ยา” กับการขาย “สินค้าสุขภาพ” ก็มีความกว้างแคบของขอบเขตงานที่จะทำต่างกัน ทั้งๆที่มีกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ทักษะหรือทรัพยากรที่ผู้ประกอบการต้องมีใกล้เคียงกัน แต่โอกาสในการขายต่างกันมาก
แต่ถ้าคุณกำหนดพันธกิจเป็นการ “ขายปลีก” นั่นหมายถึงคุณตั้งใจจะขายทุกอย่าง คุณก็ต้องประมาณดูว่า คุณจะต้องมีพื้นที่ขายมากเพียงใด ต้องใช้ทุนสำหรับการซื้อสินค้ามาสำรองเพื่อขายปลีกมากเพียงใดจึงจะทำให้คุณเป็นร้านขายปลีกที่สมบูรณ์ในความคิดของลูกค้า
การกำหนดความกว้างแคบของพันธกิจจึงต้องพิจารณาถึงความสามารถของตนเองด้วย
ความสามารถหลัก
คือสิ่งที่คุณต้องมีเพื่อที่จะบรรลุตามพันธกิจที่วางไว้ คุณต้องพยายามสร้างความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวให้เป็นจุดแข็งของคุณไม่ว่าคุณจะมีมันอยู่ในเวลาเริ่มต้นหรือไม่
ทฤษฎีธุรกิจทั้งสามหัวข้อนี้คือ สมมุติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม, พันธกิจ และความสามารถหลัก จะต้องมีลักษณะสอดคล้องกับความเป็นจริง และสอดคล้องซึ่งกันและกัน และเพื่อให้เกิดผลสำเร็จเป็นมรรคเป็นผลขึ้น ทุกคนภายในธุรกิจของคุณจำเป็นจะต้องรู้ถึงทฤษฎีธุรกิจที่ใช้อยู่ เพื่อที่จะได้ช่วยกันพายช่วยกันจ้ำเพื่อนำธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือ ทฤษฎีธุรกิจที่ใช้อยู่นี้ ควรจะต้องมีการทดสอบความเหมาะสมเป็นระยะเพื่อป้องกันการใช้ทฤษฎีธุรกิจที่ตกยุคล้าสมัยในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า แบบที่ร้านขายยาส่วนใหญ่ประสบอยู่ในทุกวันนี้
การตรวจสอบทฤษฎีธุรกิจ
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ทฤษฎีธุรกิจที่ไม่เหมาะสม จึงควรมีการตรวจสอบทฤษฎีธุรกิจของคุณ ทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อม, พันธกิจ และความสามารถหลัก ว่ายังเหมาะสมดีอยู่หรือไม่ โดย
1. การตรวจสอบตามระยะเวลา (แบบเดียวกับการเอารถเข้าอู่เพื่อตรวจสภาพความพร้อมใช้งาน) เป็นต้นว่า ทุกสามปี ให้มีการตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ หรือนโยบาย หรือช่องทางการจัดจำหน่าย ว่า ถ้าไม่มีสิ่งนี้ คุณจะทำอย่างไร
2. การศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกธุรกิจ ดูความเปลี่ยนแปลง และความเป็นไป ทั้งนี้เพราะสังคมนอกธุรกิจ มีขนาดใหญ่กว่าสังคมภายในธุรกิจของคุณ ความเปลี่ยนแปลงใดๆที่จะเกิดขึ้น มักจะเกิดขึ้นจากภายนอกธุรกิจก่อน หากคุณสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน คุณก็มีโอกาสที่จะทบทวนทฤษฎีธุรกิจของคุณก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงจะเข้าสู่ธุรกิจ
3. การดักจับสัญญาณเตือนภัย ทฤษฎีธุรกิจที่ไม่เหมาะสม อาจส่งสัญญาณเตือนในหลายๆรูปแบบ เป็นต้นว่า
• ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวโดยไม่คาดคิด นั่นแสดงว่าสิ่งที่คุณคาดคิดไว้ มันอาจจะมีอะไรไม่ถูกต้องอยู่
• ความสำเร็จเกินที่คาดหวัง มีผลทำให้ธุรกิจของคุณอาจมีอะไรบางอย่างขยายผิดสัดส่วนที่ควรจะเป็น หรือผิดรูปจากที่ออกแบบไว้เมื่อครั้งวางทฤษฎีธุรกิจใหม่ ฝ่ายขายของคุณอาจขยายใหญ่ขึ้น จนเกินกว่าหน่วยงานสนับสนุนจะรับไหว หรือาจมีอำนาจเกินกว่าระบบการถ่วงดุลหรือระบบตรวจสอบที่ออกแบบไว้จะทำหน้าที่ได้ ระบบการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน หรือกับหน่วยงานอื่นในองค์การ หรือกับลูกค้าอาจเปลี่ยนไป และในที่สุดมันจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของคุณในช่วงต่อไป จึงควรเป็นโอกาสที่จะทบทวนว่า ทฤษฎีธุรกิจเดิมยังจะทำหน้าที่ได้หรือไม่
• การบรรลุพันธกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้ คุณออกแบบธุรกิจของคุณเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายตามพันธกิจ โดยอาศัยความสามารถหลักที่คุณสร้างขึ้น เมื่อพันธกิจบรรลุแล้ว การจะรักษาความสำเร็จตามพันธกิจไว้ อาจต้องใช้ความสามารถหลักอย่างอื่นนอกเหนือไปจากความสามารถหลักที่คุณเคยใช้ในการบรรลุพันธกิจ การบรรลุพันธกิจ จึงไม่ใช่เวลาแห่งการฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นเวลาของการทบทวนทฤษฎีธุรกิจอีกด้วย
การพยายามใช้ทฤษฎีธุรกิจที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์อีกต่อไป นอกจากจะเป็นการเสียแรงในการทำงานมากกว่าที่ควร เสียทรัพยากรให้กับธุรกิจโดยสร้างผลตอบแทนให้คุณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว ยังจะเป็นถ่วงคุณให้เสียเวลาที่คุณควรจะละเลียดกับความสำเร็จที่คุณควรจะได้รับให้มันเนิ่นช้าออกไป
จึงควรที่คุณจะหันมาทบทวนทฤษฎีธุรกิจของคุณ ไม่ว่าทฤษฎีธุรกิจเดิมของคุณมันจะอยู่ในกระดาษในรูปของแผน หรือจะอยู่ในใจของคุณในรูปของความเชื่อ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)