วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ความคิดสร้างสรรค์


ในการแก้ปัญหาหลายๆครั้ง เราอาจต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วย
เราต้องการรูปแบบธุรกิจใหม่ๆที่ต่างไปจากเดิม
เพื่อที่จะชนะใจลูกค้าและไม่ต้องตัดราคาแข่งกับคนอื่น
และในการสร้างสิ่งใหม่ๆเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ

ฟังดูเหมือนกับยาก
แต่ความจริงมันไม่ยากอย่างที่คิด
มันไม่ต้องอาศัยพรสวรรค์
แต่อาจต้องใช้การฝึกฝนเล็กน้อย

คุณทราบหรือไม่ว่า
การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆในทุกวันนี้
มันไม่ใช่สิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในโลกโดยไม่ได้อิงกับอะไรเลย
นวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ๆที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ในทุกวันนี้
มักจะเกิดจากการต่อยอดจากของเดิมบางอย่าง แล้วได้เป็นของใหม่
หรืออาจจะเกิดจากการนำของเดิมสองอย่างขึ้นไปมารวมกัน แล้วได้เป็นของใหม่
หรืออาจจะรวมกันและมีการต่อยอดไปอีกชั้นหนึ่ง แล้วได้เป็นของใหม่

ด้วยเหตุนี้ ไอน์สไตน์ จึงกล่าวไว้ว่า
เคล็ดลับของความคิดสร้างสรรค์ ก็คือ
การปกปิดแหล่งที่มาของความคิดสร้างสรรค์
ถ้าคนอื่นไม่รู้แหล่งที่มาของความคิดใหม่ๆนี้
เขาย่อมจะทึ่งว่า "คิดได้ไง"
(แต่ถ้าถามว่า "ใช้อะไรคิด" นี่ คงต้องคุยกันยาว)

ถึงตรงนี้ คุณก็คงจะได้ไอเดียแล้วว่า
เพียงแค่การนำของสองสิ่งมารวมกัน ก็จะได้เป็นของใหม่

คุณอาจฝึกความคิดสร้างสรรค์ง่ายๆด้วยการสุ่มเลือกคำมาสองคำ
แล้วให้ฝึกสร้างความคิดใหม่ๆจากคำสองคำนี้
เช่นคำว่า "เตาอบ" และคำว่า "ใบไม้"
คุณอาจได้ไอเดียว่า เครื่องอบสมุนไพร
หรือ สกัดสมุนไพรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
หรือ การอบสมุนไพรโดยรักษาคุณค่าให้คงเดิม
หรือ ใบไม้ที่ให้พลังงาน
หรือ พลังงานที่ปลูกได้

ในเมื่อคุณอยู่ในธุรกิจร้านขายยา
คุณต้องการไอเดียใหม่ๆในการพัฒนาร้านให้แตกต่างออกไป
คุณก็ปักด้านหนึ่งไว้กับ "ร้านขายยา"
และเมื่อคุณมองออกไปนอกร้าน มองออกไปรอบข้าง
คุณก็ทดลองสร้างสิ่งใหม่ที่เกิดจากการรวมกันของสิ่งที่คุณพบเห็น
มาโยงกับ "ร้านขายยา"
แล้วคุณจะมีไอเดียหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่การรวมกันของสองสิ่ง ทุกครั้งจะได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งเสมอไป
ในหลายครั้ง การรวมกันนี้จะได้ผลลัพธ์ในประเภทเสื้อเขียว
มาอยู่ร่วมกับกางเกงแดง บนตัวของคนคนหนึ่ง
แต่จะเป็นอะไรไปล่ะ ในเมื่อเทคนิคนี้สามารถสร้างไอเดียใหม่ๆให้คุณได้อย่างไม่จำกัด
คุณอาจได้ไอเดียใหม่ๆหนึ่งร้อยไอเดีย
เก้าสิบไอเดีย อาจเป็นแบบเสื้อเขียว กางเกงแดง ที่คุณไม่กล้าเอาไปอวดใคร
อีกแปดไอเดีย อาจเป็นแบบที่งดงาม แต่คุณอาจจะประมาณแล้วว่า
มันยากเกินกว่าที่คุณจะอยากทุ่มเทความพยายามขนาดนั้น
คุณก็จะเหลืออีกตั้งสองไอเดียที่จะพัฒนาออกมาใช้งานได้

ที่เหลือก็เพียงแค่ การนำผลที่ได้มาคัดเลือกขัดเกลา พัฒนาอีกชั้นหนึ่ง
สร้างเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ไอเดียนั้นเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งต่อไป

แค่นี้ คุณก็จะมีแหล่งไอเดียสำหรับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้อย่างไม่จำกัด

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

การประเมินศักยภาพของสินค้าในร้านคุณ


เนื่องจากร้านของคุณไม่ใช่โซว์รูมเพื่อจัดแสดงสินค้าให้ใคร คุณจึงต้องคิดถึงความสามารถในการทำกำไร หรือความสามารถในการสร้างยอดขายของสินค้าตัวนั้นๆด้วย
            และเนื่องจากร้านของคุณเป็นร้านค้าปลีก สินค้าที่คุณจะขายได้ก็คือสินค้าที่ยืนยิ้มต้อนรับลูกค้าอยู่บนชั้นวางในร้านคุณนั่นเอง น้อยครั้งที่คุณจะได้ขายสินค้าที่ไม่ได้อยู่บนชั้นวางภายในร้านคุณ ประเภทที่ว่ามีลูกค้าเข้าร้านมาให้คุณสั่งของให้ จ่ายตังค์ก่อนแล้วมารับของวันหลัง กรณีแบบนี้มี แต่ไม่บ่อยพอที่คุณจะฝากความอยู่รอดของร้านไว้ แบบที่คุณควรจะฝากความหวังไว้กับชั้นวางในขณะนี้ จึงกล่าวได้ว่าชั้นวางสินค้าในร้านคุณเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักให้กับร้าน คุณจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดการชั้นวางสินค้าในร้านของคุณมากๆ การถอดสินค้าบางตัวออกจากชั้นวางเป็นระยะๆ และนำสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพดีกว่ามาวางแทน ทำให้สินค้าในร้านของคุณรักษาความสามารถในการสร้างรายได้ให้ร้านคุณโดยรวมได้
          สินค้าตัวที่คุณจะถอดออกไปจากชั้นวาง ก็คือสินค้าตัวที่ขายไม่ได้ หรือไม่มีความสำคัญต่อร้านของคุณในด้านอื่น ซึ่งเราจะไม่ใช้ความรู้สึกลอยๆที่มีต่อสินค้าตัวนั้นในการตัดสินใจ แต่ควรจะมีตัวเลขยืนยันในการประเมินศักยภาพของสินค้า

          คุณต้องประเมินผลศักยภาพสินค้าแต่ละตัวแบบเดียวกับที่คุณประเมินผลพนักงานขาย  ถ้าคุณมีพนักงานขายอยู่ภายในร้าน คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า อัตราเงินเดือนที่คุณจ่ายไปนั้นเหมาะสมหรือไม่ คุณก็ต้องมีการประเมินผลงาน ซึ่งเกณฑ์ประเมินผลของพนักงานขายข้อหนึ่งก็คือยอดขาย คุณสามารถนำยอดขายของพนักงานขายแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันเพื่อดูศักยภาพของแต่ละคน
          โดยปกติคนที่มียอดขายสูง มักจะได้รับค่าตอบแทนสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งพนักงานขายของคุณแต่ละคนก็ได้รับค่าจ้างไม่เท่ากัน การสร้างยอดขายเข้าร้านก็ไม่เท่ากัน การจะนำยอดขายของแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันโดยตรง โดยไม่ได้นำเรื่องค่าใช้จ่ายที่เสียไปเพื่อให้ได้ยอดขายจำนวนนั้นมาคำนวณด้วย ก็จะดูไม่เป็นธรรมกับพนักงานขายเข้าใหม่ แม้ว่าจะสร้างยอดขายได้น้อย แต่ก็ได้รับค่าตอบแทนน้อยด้วยเช่นกัน คุณจึงอาจคำนวณว่า แต่ละบาทที่คุณจ่ายให้กับพนักงานคนหนึ่ง แลกกับยอดขายที่เขาสร้างขึ้นเท่ากับกี่บาท โดยใช้ยอดขายตั้ง หารด้วยค่าตอบแทนที่คุณจ่ายให้เขา เมื่อเปรียบเทียบกันบาทต่อบาทของพนักงานแต่ละคน คุณก็จะได้เห็นว่า คุณจ้างพนักงานขายคนไหนคุ้มค่าที่สุด
            คุณสามารถนำวิธีนี้มาใช้กับสินค้าบนชั้นวางได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่า คุณก็คาดหวังยอดขายจากสินค้าแต่ละตัว เหมือนกับที่คุณคาดหวังจากพนักงานขายแต่ละคน คุณสามารถเปรียบเทียบยอดขายที่คุณทำได้จากสินค้าแต่ละตัว ว่าตัวไหนเป็นดาวเด่นของร้านคุณ ตัวไหนผลงานแย่ต้องปรับปรุง
            และเนื่องจากสิ่งตอบแทนสำคัญซึ่งก็คือพื้นที่บนชั้นวางที่คุณให้กับสินค้าแต่ละตัวไม่เท่ากัน ย่อมสร้างยอดขายได้ไม่เท่ากัน คุณจึงสามารถนำยอดขาย(หรือกำไร)ที่สินค้าแต่ละตัวสร้างรายได้เข้าร้านคุณเป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนพื้นที่ที่สินค้าตัวนั้นใช้วางสินค้าบนชั้นวาง ทีนี้คุณก็จะได้รู้ล่ะว่า สิ้นค้าตัวนี้สร้างยอดขาย(หรือกำไร)เข้าร้านคุณ ตารางนิ้วละกี่บาท และคุณสามารถนำความสามารถต่อตารางนิ้วของสินค้าแต่ละตัวมาเปรียบเทียบศักยภาพกันได้อย่างค่อนข้างเป็นธรรม
            เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพของสินค้าแล้ว ก็ได้เวลาตัดสินใจ
            อย่างที่กล่าวมาตอนต้นว่า พื้นที่บนชั้นวางแต่ละตารางนิ้วของคุณเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของร้านคุณ ถ้าสินค้าตัวไหนอู้งาน ยืนเต๊ะท่าบนชั้นวาง แต่ขายไม่ค่อยออก หรือขายออก แต่ไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่สินค้านั้นใช้ไป มันจะฟ้องออกมาให้เห็นในตัวเลขเปรียบเทียบเหล่านี้ เป็นการชี้เป้าให้คุณจัดการได้อย่างตรงจุด คุณอาจจัดการลดพื้นที่จัดวางบนชั้นวาง จากสองขาเหลือขาเดียว หรือไล่ออก ให้ออกไปจากชั้นวาง เมื่อมีสินค้าตัวใหม่ที่น่าจะสร้างยอดขายได้ดีกว่า
            อย่างไรก็ตาม มีอีกสองเรื่องที่ต้องคิดถึงในการประเมินศักยภาพของสินค้า
            เรื่องแรก ในการวางแผนเกี่ยวกับสินค้า สินค้าแต่ละตัวไม่ได้มีหน้าที่อย่างเดียวกัน
แน่นอนว่าเราต้องการให้สินค้าทุกตัวมีหน้าที่ทำเงินเข้าร้าน แบบเดียวกับที่เราหวังว่านักฟุตบอลภายในทีมของเราจะยิงประตูได้ทุกคน
ในเกมฟุตบอลแต่ละเกม เราอาจจะหวังว่าทีมเราจะยิงประตูได้เยอะๆ แต่เหนือกว่าจำนวนประตูที่ทีมเรายิงได้ก็คือ ทีมต้องชนะ มีประโยชน์อะไรถ้าทีมเรายิงได้สามประตู แต่คู่แข่งของเราได้ประตูจากเราไปสี่ประตู
เราต้องการทำประตูได้มากกว่าคู่แข่ง ดังนั้นในขณะที่บางคนในทีมมีหน้าที่ขึ้นไปทำประตูฝ่ายตรงข้าม  อีกบางคนในทีมเราก็มีหน้าที่เฝ้าประตู เพื่อไม่ให้คู่แข่งดอดมาทำประตูทีมเราด้วย
สินค้าในร้านเราก็ต้องทำงานเป็นทีมเช่นกัน
ร้านของเราไม่ได้ต้องการเพียงแค่ขายได้มากๆ แต่เราต้องการให้ร้านของเราอยู่รอดได้ในระยะยาว นั่นหมายถึงว่าลูกค้าอุดหนุนเราให้มีกำไรมากกว่าค่าใช้จ่าย และเพียงพอกับผลตอบแทนที่เราต้องการ และเป็นอย่างนี้เรื่อยๆไปในอนาคต เราไม่ได้ต้องการทำกำไรสูงสุด แต่อยู่ได้เดือนเดียวต้องรีบปิดร้านย้ายทำเล
สินค้าในร้าน ก็เหมือนผู้เล่นในทีมฟุตบอล สินค้าบางตัวมีหน้าที่เหมือนนางกวักเพื่อเรียกคนเข้าร้าน บางตัวมีไว้เพื่อสร้างยอดขายเพื่อสร้างกระแสเงินหมุมเวียนจำนวนมากเข้าร้าน สินค้าบางตัวมีหน้าที่ยืนนิ่งๆ เป็นเหมือนตัวหลอก หรือตัวจ่าย เพื่อให้สินค้าอีกตัวหนึ่งทำกำไร ซึ่งเปรียบไปแล้วหน้าที่นี้ก็เหมือนกับหน้าที่ทำประตูในทีมฟุตบอล
แม้ว่าผู้จัดการทีมฟุตบอล อยากให้ผู้เล่นในทีมฟุตบอลของตนทุกคนสามารถทำประตูได้ แต่สไตล์การจัดกองหน้าลงสนามทั้งสิบเอ็ดคน น่าจะเป็นที่นิยมในสมัยที่โรบินฮู๊ดยังเดินเล่นในป่าเชอร์วู๊ดหลังจากตามพระเจ้าริชาร์ด ไปทำสงครามครูเสด ในยุคที่สนามฟุตบอลใหญ่เท่ากับระยะห่างระหว่างสองหมู่บ้าน
            การประเมินผลสินค้าในร้านคุณเพื่อเปรียบเทียบศักยภาพ คุณก็ต้องไม่ลืมหน้าที่ที่คุณมอบให้กับสินค้าตัวนั้นๆด้วย แบบที่คุณจะไม่ประเมินศักยภาพของนักฟุตบอลโดยใช้จำนวนประตูที่ทำได้ของนักฟุตบอลที่เป็นกองหน้าเพื่อเทียบกับผู้รักษาประตู แต่ถ้าผู้รักษาประตูคนนั้นสามารถทำประตูได้ด้วย โดยที่ไม่เสียในหน้าที่หลักของทีม ก็เป็นแต้มต่ออันหนึ่งในการพิจารณา เหมือนกับที่นางกวักที่คุณเอาไว้เรียกคนเข้าร้านสามารถขายตัวมันเองได้ในราคาที่กำไรงามก็ยิ่งดีใหญ่
            อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการประเมินผล ก็คือ พื้นในบนชั้นวางของคุณ เป็นทำเลที่ดีไม่เท่ากันแม้ว่าจะอยู่ภายในร้านของคุณเหมือนกัน
            คุณคงเคยได้ยินความเก่งกาจของพื้นที่หัว shelf ในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ที่เปรียบเหมือนอาวุธวิเศษที่ชาวยุทธจักรต้องแย่งชิงกันในยุทธภพ คนที่ถืออาวุธวิเศษ ย่อมมีศักยภาพสูงกว่าคนที่ถือมีดพร้า การที่สินค้าที่วางบนตำแหน่งหัว shelf จะขายได้มากกว่าสินค้าบนชั้นปกติ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอันใด ถ้าจะเปรียบเทียบศักยภาพ ก็ควรจะเปรียบกับสินค้าอื่นที่อยู่บนหัว shelf เหมือนกัน หรือมีทำเลที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน
          เมื่อคุณจับสินค้าแต่ละตัวมาประเมินศักยภาพเปรียบเทียบกันแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณจะตัดสินใจ สินค้าบางตัวอาจต้องถูกฝึกพิเศษเพื่อให้เก่งขึ้น คุณอาจจัดรายการส่งเสริมการขาย (“ยา” ทำไม่ได้ แต่สินค้าเพื่อสุขภาพอื่นๆสามารถจัดรายการส่งเสริมการขายได้) หรืออาจเปลี่ยนหน้าที่ให้กับมัน หรือเปลี่ยนตำแหน่งที่ยืนบนชั้นวาง
          คุณรู้หรือไม่ว่า บนชั้นวางหัว shelf ด้วยกัน หรือชั้นวางปกติด้วยกันนั้น แต่ละชั้นก็มีศักยภาพไม่เท่ากัน บริเวณที่จัดว่าเป็นทำเลทองของชั้นวางก็คือชั้นที่อยู่ในระดับสายตา หรือที่ความสูงประมาณ 75 – 135 ซม. ต่ำกว่านี้ คนจะมองข้าม สูงกว่านี้ก็ขี้เกียจจะแหงน ทำให้เป็นทำเลที่ถูกลืมไปบ่อยๆ แต่ทำเลด้านล่างของชั้นวาง แม้ว่าผู้ใหญ่จะมองข้าม แต่เด็กมักจะมองเห็นชัดเจนเพราะเป็นระดับสายตาเด็ก การวางสินค้าสำหรับเด็กจึงเหมาะสม
            การประเมินผล จึงควรจะคิดถึงหน้าที่ และทำเลการวางสินค้าประกอบพิจารณาด้วยจึงจะใกล้เคียงความจริง

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

ความเคลื่อนไหวของการนิยาม "สุขภาพ" ของผู้บริโภค : โอกาสของร้านขายยา




ทุกวันนี้ความสนใจของผู้บริโภคอยู่ที่สุขภาพมากขึ้น
แนวโน้มความสนใจนี้มีมาหลายปีแล้ว
และยังคงมีต่อไป
หากแต่ "สุขภาพ" ในความสนใจของผู้บริโภคก็ไม่ได้หยุดนิ่ง
มีการเคลื่อนย้าย และขยายขอบเขต

จาก "สุขภาพ" ซึ่งยุคดั้งเดิมเราตอบสนองความต้องการเหล่านี้ด้วย ยา แลอาหารเสริม
มาสู่การ "ดูดี" ซึ่งหมายถึงทั้งหญิงและชายต่างก็ใส่ใจในภาพของตนเอง
ซึ่งก็สามารถตอบสนองได้ด้วยสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์,เวชสำอางค์ต่างๆ
จากสุขภาพภายนอกมาสู่ภายใน โดยให้ความสำคัญกับความ "ฉลาด"
ซึ่งก็ตอบสนองโดยผลิตภัณ์ที่มีผล Focus ไปที่สมอง
ทำให้ Functional Drink ได้รับการแนะนำว่าเป็นสินค้ามาแรง

การขยับขยายความใส่ใจต่อสุขภาพที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ
อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า "คุณภาพชีวิตที่ดี" ซึ่งเป็นพัฒนาการไปอีกขั้นของ "สุขภาพ" ในความหมายของผู้บริโภค
นอกจากนี้ คำว่า "สุขภาพ" ยังเคลื่อนไหววงกว้างออกไปสู่บุคคลอื่นในครอบครัว
แนวโน้มถัดไปก็คือ "เพื่อลูก"


จะเห็นได้ว่า สินค้าที่สามารถตอบสนองความใส่ใจในสุขภาพของผู้บริโภคนี้กว้างขวางออกไปเรื่อยๆ
กำลังซื้อของผู้บริโภคก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

และจุดเด่นของร้านขายยาก็คือ
การตั้งอยู่ในชุมชน
และมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับยา และสุขภาพ เป็นที่เชื่อถือของคนในชุมชน


โอกาสเปิดกว้างขนาดนี้
แล้วทำไมเราถึงจำกัดตัวเองเพียงแค่ "ยา" ล่ะ

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ลูกค้าเข้าร้าน เขาไม่ได้ต้องการแค่ "ยา"


             เราเปิดร้านขายยา เรารู้หรือเปล่าว่าลูกค้าเข้าร้านมา เขาต้องการอะไร ? ยังไม่ต้องตอบก็ได้ครับ รอฟังตัวอย่างกรณีศึกษาทางการตลาดเรื่องนี้ก่อน

            มีคนตั้งคำถามแบบเดียวกันนี้ แต่ถามกับผู้ขายสว่าน ผู้ขายสว่านล้วนแต่ตอบว่า ลูกค้าเข้าร้านมาก็ต้องการสว่านน่ะสิ คุณลองสวมวิญญาณลูกค้าที่เดินเข้าไปในร้านเพื่อหาซื้อสว่านดูสิ ถามตัวเองว่า คุณจะเอาสว่านไปทำอะไร ถ้าไม่ใช่เอาไปเจาะรู ดังนั้น ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าที่เดินเข้าร้าน ไม่ใช่สว่าน พวกเขาต้องการแค่รู อะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดรูแบบที่เขาต้องการได้

            กลับมาที่ร้านของเรา ลูกค้าเข้าร้านเรามานี่ พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ยา เขาเดินเข้าร้านมาพร้อมกับปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ เขาต้องการวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเขา ซึ่งในความเป็นจริง ยาเป็นเพียงเครื่องมืออันหนึ่งในการแก้ปัญหาเท่านั้น เหมือนกับสว่านที่เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสร้าง “รู” ที่เป็นความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า

แต่บ่อยครั้งที่ทั้งลูกค้า และคนขายจะเข้าใจว่า “ยา” เป็นทั้งหมดที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่แค่เครื่องมือ

เมื่อลูกค้าเข้าร้านเพื่อขอซื้อยาลดไขมัน บางคนที่แปลโจทย์ออก จะทราบได้ว่าความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ารายนี้ก็คือ วิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเลือดสูง ซึ่งมันก็มีหลายด้านที่คุณสามารถทำได้ คุณอาจเสนอบริการวัดตรวจวัดไขมันให้เป็นระยะ(ไม่รู้ว่าเครื่องมือในปัจจุบัน อัตราความถูกต้องมันสูงพอหรือยังนะ?) คุณอาจเสนอ Co Q10 เพื่อรับประทานเสริมสำหรับคนที่รับประทานยาลดไขมัน  คุณอาจให้คำแนะนำเพิ่มเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวสำหรับผู้เป็นโรคความไขมันในเลือดสูง คุณอาจแนะนำให้เขากลับมาในเดือนหน้า เพื่อที่คุณจะได้จัดอาหารเสริมชุดใหม่เป็นการหมุนเวียนให้เขาได้รับอาหารเสริมที่เหมาะสมกับโรคของเขาอย่างทั่วถึง และไม่เกิดการที่ฤทธิ์ของอาหารเสริมนี้รบกวนกันเอง หรือคุณอาจรวมสินค้าและบริการทั้งหมดจัดเป็น package เพื่อผู้ป่วยไขมันในเลือดสูงเสียเลย โดยอาจติดต่อกับแพทย์ในคลินิคใกล้บ้านที่คุณรู้จัก เพื่อตกลงกันในการส่งต่อผู้ป่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสงโดยคุณได้ประโยชน์เป็นตัวเงินหรือไม่ คุณก็ได้ใจของลูกค้าไปแล้ว

ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการตอบนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า แต่ที่สำคัญก็คือ การแปลความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้ออก และอย่าได้จำกัดการตอบสนองความต้องการนั้นของลูกค้าเพียงแค่ “ยา” มันอาจเป็นของที่จับต้องได้อย่างอื่นเช่น อาหารเสริม สมุนไพร หรืออาจเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้เช่นการตรวจวัด คำแนะนำ วิธีการออกกำลัง หรือการส่งต่อกลับไปพบแพทย์ หรืออาจจะเป็นเพียงแค่การให้กำลังใจก็ได้

ถ้าตีโจทย์ไม่ออก คุณก็จะได้ยอดขายแค่ยาลดไขมันแผงนึง ในราคาที่ต้องฟาดฟันกันเองกับราคาตลาด แม้ว่าคุณจะให้ของแถมด้วยการอธิบายวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการทางเภสัชศาสตร์อย่างละเอียดก็ตาม เพราะความต้องการที่แท้จริงของเขาคือ “การแก้ปัญหาไขมันในเลือดสูง” ต่างหาก ไม่ใช่ “ยา” พร้อม “วิธีการใช้” ซึ่งถ้าคุณตีโจทย์ออก สิ่งที่คุณเสนอให้กับลูกค้า ไม่ใช่แค่ยาหนึ่งแผง ที่เขาสามารถหาซื้อจากร้านไหนก็ได้ แต่เป็นวิธีการแก้ปัญหาของเขา ที่เขาหาไม่ได้จากร้านขายยาทั่วๆไป

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

Pseudoephedrine : ยุทธศาสตร์น่าจะต้องปรับใหญ่

Pseudoephedrine

มีข่าวออกมาว่า ยาทุกตำรับที่มี Pseudoephedrine เป็นส่วนผสม จะกลายเป็นยาเสพติดประเภทสอง เพราะมีแนวทางการวินิจฉัยจาก คณะกรรมการกฤษฎีกาออกมาว่า เนื่องจาก Pseudoephedrine ถูกจัดเป็นยาเสพติดประเภทสอง ดังนั้น อะไรก็ตามที่มี Pseudoephedrine เป็นส่วนผสม ต้องถือเป็นยาเสพติดประเภทสอง ซึ่งเป็นการกลับแนวทางปฏิบัติเดิมของ อย แต่เดิมที่ถือว่า เมื่อไม่ใช่ Pseudoephedrine เดี่ยวๆ มีการผสมแปรรูปไปเป็นอย่างอื่นแล้ว ไม่สามารถแยก Pseudoephedrine ออกมาโดยง่าย ก็ทำให้ยาสูตรผสมเหล่านี้ อาจไม่เป็นยาเสพติดประเภทสองต่อไป

เหตุการณ์ที่มีการนำยาไปใช้เป็นสารเสพติด เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ภาครัฐก็มีมาตรการควบคุม เช่น การเปลี่ยนสถานะของยาเหล่านั้น ให้กลายเป็นยาควบคุมพิศษ ห้ามจำหน่ายโดยทั่วไป ซึ่งก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการใช้ยากลุ่มนั้นในทางที่ผิดได้ และกำลังพิจารณามาตรการทางกฎหมายกี่ยวกับยา เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่ลุกลามออกไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ยังลามไปสู่กลุ่มยาอื่นๆ จนทำให้ยาหลายๆตัวถูกจับตามองว่าจะเดินตามรอยเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา เราใช้ยุทธศ่าสตร์ "ไล่" เพื่อติดตามแก้ปัญหาที่กลุ่มผู้ใช้ยาในทางที่ผิด ก่อขึ้น และก็เป็นการไล่ ที่ไม่สามารถเข้าใกล้กับต้นตอของปัญหา เพราะกลุ่มผู้ใช้ยาในทางที่ผิด มีแรงจูงใจสูงที่จะพลิกแพลงหลบหลีกมาตรการๆของภาครัฐที่ติดตาม"ไล่"แก้ปัญหา ในขณะที่ภาครัฐเป็นหน่วยงานใหญ่ ไม่คล่องตัว

การไล่ตามแก้ปัญหานี้ มีแต่จะส่งผลในการทำให้ปัญหาลามไปสู่กลุ่มยาอื่น หรือสิ่งอื่นตามแต่กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะจินตนาการออกมาได้ ขนาดใช้ยากันยุง หรือหลอดไฟมาบอผสมกับสารเสพติด ยังมีการทำเลย

บางทีเราน่าจะลองคิดถึงยุทธศาสตร์อื่นบ้าง ที่ใช้จุดเด่นของภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ มีพลังขับเคลื่อนสูง เครือข่ายมาก ให้เป็นประโยชน์ เราอาจใช้ยุทธศาสตร์ "ล้อม" คือ ตรึงให้สถานการณ์ไม่ลุกลามไปที่อื่น ยอมจำกัดวงของการใช้สิ่งเสพติด ณ จุดใดจุดหนึ่ง แล้วจึงค่อยๆ ทำให้การเสพติดคลี่คลายลง ทำลายแรงจูงใจของการขยายวงของผู้ใช้สิ่งเสพติด เพื่อไม่ให้มีผู้เสพติดรายใหม่เข้าสู่วงจร

ตอนนี้ดูเหมือนกับว่า ภาครัฐยังทำงานบนจุดด้อยของตัวเองอยู่

หากยังไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์ เปลี่ยนวิธีคิด สักวันหนึ่ง หากว่ากลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมีจินตนาการบรรเจิด ถึงขนาดที่สามารถสกัดสารเสพติดจากข้าว ถึงวันนั้น ข้าวที่เรากินกันตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ก็คงจะเข้าถึงยาก คงจะถูกขึ้นทะเบียนเป็นยาควบคุมพิเศษ และต้องขออนุญาตก่อนกิน

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

การเพิ่มรายได้ของร้านขายยา (ุ6) การเพิ่มลูกค้าด้วยเทคนิคการตลาดค้าปลีก

การเพิ่มลูกค้าด้วยเทคนิคการตลาดค้าปลีก
            ทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ในความเป็นจริงแล้ว ร้านขายยาก็คือร้านค้าปลีกประเภทหนึ่ง แต่เป็นร้านค้าปลีกที่เน้นขายสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ และต้องอาศัยความรู้พิเศษของบุคคลากรในร้านเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อให้คำแนะนำกับลูกค้า ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ร้านโชวห่วย หรือร้านสะดวกซื้อไม่มี
การตลาดค้าปลีกบอกว่า กุญแจสามดอกที่ร้านค้าปลีกจะใช้ไขเพื่อเปิดประตูแห่งความสำเร็จ ดอกที่หนึ่งคือทำเล ดอกที่สองคือทำเล และดอกที่สามก็คือทำเล
            ทำเล คือหัวใจของร้านค้าปลีกโดยทั่วไป ถ้าทำเลไม่ดี ร้านค้าปลีกนั้นก็แทบจะต้องปิดฉากธุรกิจ แค่ “แทบจะ” เท่านั้น เพราะยังมีวิธีอื่นที่จะใช้ทดแทนทำเล แต่ก็เหนื่อยหนักกว่ากันเยอะเช่นกัน ซึ่งเราจะมาพูดถึงในภายหลัง
            ร้านค้าปลีกจะตั้งอยู่ในชุมชน ฝังตัวเกาะติด และทำมาหากินในการแก้ปัญหาในบางเรื่องให้กับชุมชน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็คือคนในชุมชน หรือคนที่เดินผ่านร้านไปมา ถ้ากลุ่มลูกค้าใหญ่ ร้านค้านั้นก็มีโอกาสสร้างยอดขายก้อนใหญ่ ถ้ากลุ่มลูกค้าเล็ก ยอดขายก็มีโอกาสหดเหลือจิ๊ดนึงตามกลุ่มลูกค้าเช่นกัน ร้านค้าปลีกจึงมักเลือกทำเลที่มีกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ไว้ก่อน การเปิดร้านบนที่สัญจรหนาแน่นจึงถือเป็นทำเลทางเลือกอันดับแรกๆของการเปิดร้านค้าปลีก แบบเดียวกับที่ขอทานยังเลือกที่จะนอนขวางทางสัญจรของคนจำนวนมาก เพราะมีโอกาสได้เงินสูงกว่า
หน้าที่ของร้านค้าปลีกแบบนี้เริ่มต้นที่คำถาม “ทำอย่างไรให้คนเข้าร้าน?”  ตามมาด้วย “ทำอย่างไรให้คนที่เข้าร้านเกิดการซื้อสินค้าในร้าน?” และเมื่อซื้อไปแล้ว “ทำอย่างไรให้เขากลับมาซื้ออีก?”

Ø ทำอย่างไรให้คนเข้าร้าน?
หากร้านของคุณตั้งอยู่ในชุมชน หรือบนทางสัญจรอยู่แล้ว ที่คุณจะต้องทำคือ การดัก หรือกวาดการสัญจรเหล่านี้ให้ไหลเข้ามาในร้านคุณ ถ้าคุณสังเกต เจ้าของร้านสมัยก่อนจะเกลียดมากถ้าสะพานลอยคนข้ามตั้งอยู่หน้าร้านตัวเอง แต่สมัยนี้ไม่เพียงขอให้มีการสร้างสะพานที่หน้าร้านแล้ว ยังขอทำทางต่อจากสะพานลอยให้คนเดินเข้ามาในร้านได้ง่ายๆ ตัวอย่างจากห้างใหญ่ๆหลายแห่งจะใช้วิธีนี้ เพราะจะเป็นการเทการสัญจรที่ไหลไปไหลมาอย่างหนาแน่นภายนอก ให้เข้ามาในห้าง แล้วจึงตามด้วยไม้สองคือ ทำให้คนเหล่านี้ซื้อของ
แต่ร้านขายยาที่เป็นรายเล็กอย่างเรา แม้ว่าจะทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่เราก็สามารถดึงการสัญจรของคน(รถไม่เอา ให้วิ่งอยู่นอกร้านแหละดีแล้ว)ให้เข้ามาในร้านได้หลายๆวิธี ตัวอย่างเช่น
Window Dressing การตบแต่งหน้าต่างของร้านค้าปลีก ซึ่งไม่ใช่หน้าต่างบ้านแบบที่เราใช้เปิดรับลม แต่เป็นส่วนของร้านที่มองเห็นได้จากภายนอก เป็นส่วนที่ร้านค้าปลีกจะใช้สื่อออกไปยังคนที่มองมาเห็นได้ทราบว่า ร้านนี้เกี่ยวข้องกับอะไร มีอะไร ดีอย่างไร คนที่สัญจรไปมามักจะได้รับอิทธิพลจาก window dressing ของร้านในการเลือกร้านที่จะเข้า
การติดป้ายเพื่อสื่อข้อความที่คุณต้องการจะบอกเพื่อเชิญชวนคนเข้าร้าน อาจเป็นภาพ หรือข้อความก็ได้เพื่อบอกว่าร้านคุณมีอะไร น่าสนใจอย่างไร แต่ถ้าเป็นข้อความแบบที่เป็นป้ายชื่อร้านเฉยๆ มันไม่บอกอะไรอย่างอื่น ไม่สามารถเชิญชวนลูกค้าขาจรให้เข้ามาในร้านคุณได้เลย เราจึงมักเห็นร้านค้าปลีกทำป้ายคัทเอาท์เป็นภาพและข้อความอยู่บนกันสาดของร้าน เพื่อให้เห็นได้แต่ไกล หรือบางทีก็ทำเป็นป้ายตั้งพื้นออกมาขวางทางสัญจรบนทางเท้า เพื่อให้แน่ใจว่าคนผ่านทางจะได้เห็นแน่ๆ แต่ตำรวจ และเทศกิจห้ามเห็นนะ เพราะท่านจะนำป้ายของคุณไปเก็บและคุณอาจโดนปรับ
จัดร้านให้ สะอาด สว่าง สะดวก หากร้านคุณมองเห็นได้ปรุโปร่งจากภายนอก การจัดร้านแบบนี้ ก็จะทำให้กลุ่มลูกค้ารู้สึกสบาย ในการอยู่ในร้าน ก็ทำให้ลูกค้าอยากเข้าร้าน

Ø ทำอย่างไรให้คนซื้อสินค้าในร้าน?
Product Management การบริหารสินค้า ตั้งแต่การเลือกสินค้าเข้าร้านให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า มีความหลากหลายเพียงพอ ถ้าร้านคุณมีแค่ยา คุณก็จะมีแค่ยาที่จะเสนอให้กับคนเข้าร้าน ซึ่งมักจะเป็นคนที่สนใจสุขภาพ ซึ่งเป็นการจำกัดโอกาสของคุณเอง แต่ถ้าความหลากหลายมากเกินไป ก็จะเป็นภาระกับคุณทั้งในด้านการแบกสต๊อค การหาพื้นที่เพื่อจัดวางสินค้า หากว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้าร้านคุณแล้ว เมื่อเดินดูทั่วร้าน แต่กลับไม่พบสินค้าที่เขาอยากได้ การขายก็ไม่เกิด การเลือกสินค้าเข้าร้านจึงต้องตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ของร้าน ซึ่งต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารสินค้า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งอันที่จริงตัวผมเองอยากจะจัดให้เรื่องนี้เป็นกุญแจดอกที่สองอยู่เหมือนกัน หมายถึงถ้าให้ผมจัดกุญแจนะครับ
การจัดสินค้าบนชั้นวาง มีศิลปะมากมายในการจัดเรียงให้สามารถเพิ่มยอดขายได้ การกำหนดจำนวนขาของสินค้าแต่ละตัวในการจัดวางบนชั้นวาง การเลือกวางสินค้าที่ชั้นวางระดับสูง-กลาง-ต่ำ ก็ให้ผลต่อยอดขายไม่เท่ากัน การหันชั้นวางในแนวตั้งหรือขวางกับร้านก็ให้ผลต่างกัน ซึ่งไม่ใช่ศาสตร์ลึกลับแบบฮวงจุ้ย แต่เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ต้องผ่านการสังเกตเป็นเวลาหนึ่ง การใช้ sale kit หรือลูกเล่นบางอย่างกับการวางสินค้า เพื่อให้ข้อมูล หรือเพื่อเรียกความสนใจ ก็มีผลต่อยอดขายเช่นกัน
บรรยากาศเหมาะกับการซื้อ – แสง, สี, เสียง, กลิ่น, ภาพ, อุณหภูมิ ต้องทำให้คนสบายใจที่จะอยู่ในร้าน และดึงดูดให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อ โดยพยายามปลุกเร้าอายตนะทั้งห้าของลูกค้า แบบที่ร้านเบเกอรี่จะใช้กลิ่นหอมของเค้กขนมปังอบ เป็นคำเชิญชวนคนมาซื้อสินค้า
จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ การลดแลกแจกแถมต่างๆ การเสนอเงื่อนไขพิเศษ การเปลี่ยนวิธีการขาย

Ø ทำอย่างไรให้คนกลับมาซื้อสินค้าอีก?
มีเทคนิคที่การค้าปลีกปัจจุบันนิยมใช้อยู่หลายอัน ขอยกมากล่าวถึงบางอย่างในที่นี้
สร้าง Switchinh Cost คือต้นทุนในการเปลี่ยนใจ ทำให้ลูกค้ามีราคาที่ต้องสูญเสียเมื่อจะเปลี่ยนใจไปจากเรา ร้านหนังสือหลายๆแห่งใช้วิธีการเก็บเงินค่าสมัครสมาชิก ในทางหนึ่งอาจเป็นเพราะมีต้นทุนในการรับสมาชิกแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นค่าทำบัตร ค่าเก็บฐานข้อมูลสมาชิก หรือค่าของที่ระลึกที่มอบให้สมาชิกเมื่อแรกเข้า แต่อีกด้านหนึ่ง ค่าสมาชิกที่ลูกค้าถูกเรียกเก็บ จะกลายเป็นต้นทุนที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกสูญเสียไปหากจะไม่ย้อนกลับไปใช้บริการ ณ ร้านเดิม
Switching Cost ในร้านขายยาอาจทำได้หลายอย่าง เช่น การที่คุณรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกค้าแต่ละรายเป็นอย่างดี ถ้าหากลูกค้าย่างเท้าเข้าร้านแล้วคุณสามารถรู้ได้ทันทีว่า ลูกค้าป่วยเป็นอะไรโดยที่ยังไม่ต้องเอ่ยปาก นั่นจะเป็นคะแนนบวกให้กับร้านคุณว่า คุณรู้จักสุขภาพเขาเป็นอย่างดีเกินกว่าที่เขาจะตีจากไปจากคุณได้ การที่คุณจะทำอย่างนี้ได้ ต้องอาศัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐานคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสักเครื่อง กับโปรแกรมฐานข้อมูลแบบเขียนเองก็ได้ง่ายจัง แค่นี้ก็สามารถเก็บข้อมูลให้ลูกค้าทึ่งได้ง่ายๆ
Loyalty Program จำพวกการสะสมแต้มแลกของรางวัล ยิ่งซื้อมากยิ่งได้รับมาก อะไรพวกนี้ การสะสมแต้ม ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำเพราะต้องการแต้มสะสมที่มากขึ้น เพื่อจะแลกของที่มีมูลค่าสูงขึ้น เป็นการสรางพฤติกรรมให้กลับมาซื้อซ้ำได้เป็นอย่างดี และวิธีนี้ก็เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย
ทั้งหมดนี้คือ การใช้ประโยชน์จากทำเลที่ดีของร้านที่มีทำเลพอไปได้
แต่ในกรณีที่ร้านเราอยู่ในทำเลไม่ดี คืออยู่ในชุมชนเล็กมีกลุ่มลูกค้าจำกัด แล้วยังไม่ได้มีร้านอยู่บนทางที่ผู้คนเขาสัญจรกัน บางร้านอาจอยู่บนถนนใหญ่ที่รถผ่านเยอะ เช่นบนมอเตอร์เวย์ ซึ่งรถนิยมขับผ่าน แต่ไม่นิยมจอดลงมาเดินช็อปปิ้ง  คุณก็อาจต้องสร้าง “แม่เหล็ก” ให้กับร้านของคุณ เช่นปั๊มน้ำมันมีบริการห้องน้ำสะอาดเป็นแม่เหล็กดึงดูดรถที่แล่นผ่านไปมาบนทางหลวงแผ่นดินให้จอดให้คนลงมาปลดทุกข์พร้อมกับแวะซื้อของ
ร้านขายอาหารอร่อยๆที่เปิดร้านในซอยเล็ก บางแห่งอาจลึกลับจนคุณสงสัยว่าชื่อสถานที่เช่นนี้อยู่ในเมืองไทยหรือเปล่า ร้านเหล่านี้ยังมีคนดั้นด้นไปอุดหนุนกันให้ครึ่ก
เหล่านี้คืออิทธิพลของแม่เหล็ก
ร้านยาเปิดใหม่บางร้าน ชอบเปิดร้านบนห้างใหญ่ เพราะมองว่าห้างเหล่านี้เป็นแม่เหล็กดึงคนมาเดิน แล้วคนเดินห้างเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็จะมาซื้อยากับเขา แต่ในทางกลับกัน การที่ห้างเหล่านี้จะเลือกร้านค้ามาลงในพื้นที่ของตน ก็จะเลือกสรรร้านค้าส่วนหนึ่งที่มีชื่อเสียงพอจะเป็นแม่เหล็กดึงมาเดินที่ห้าง ในขณะเดียวกัน ห้างเหล่านี้ก็จะพยายามจัดกิจกรรมต่างๆอย่างสม่ำเสมอเพื่อดึงคนมาเดินห้าง
อย่างไรก็ตาม ร้านขายยาเองก็สามารถสร้างแม่เหล็กของตัวเองขึ้นมาได้ ถ้าแม่เหล็กแรงดี ก็จะดึงดูดลูกค้าจากทั่วสารทิศให้มาที่ร้านได้ เป็นต้นว่า ร้านคุณอาจมีความเชี่ยวชาญในสุขภาพบางด้านอย่างลึกซึ้งที่ร้านอื่นไม่มี เช่น การอดบุหรี่ การลดน้ำหนัก วิทยาศาสตร์การกีฬา เบาหวาน สุขภาพทางเพศ โรคเกี่ยวกับเด็ก หรือแม้กระทั่งประจำเดือนสตรีในยาแผนไทย เป็นต้น
การสร้างแม่เหล็กด้วยตัวเองสามารถทำได้ แต่ต้องเก่งจริง และอาจต้องใช้เวลาในการสะสมชื่อเสียงระยะหนึ่ง แต่ทองคำแท้ย่อมไม่กลัวไฟรน กาลเวลาจะพิสูจน์ให้โลกทราบว่า ร้านคุณคือตัวจริง


อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
 

การเพิ่มรายได้ของร้านขายยา (5) รูปแบบธุรกิจ
http://ranya-manager.blogspot.com/2012/03/5.html

การเพิ่มรายได้ของร้านขายยา (4) การเพิ่มปริมาณลูกค้
http://ranya-manager.blogspot.com/2012_02_01_archive.html

การเพิ่มรายได้ของร้านขายยา (3) การเพิ่มจำนวนซื้อของลูกค้าแต่ละราย
http://ranya-manager.blogspot.com/2012_01_01_archive.html

การเพิ่มรายได้ของร้านขายยา (2) การเพิ่มราคา
http://ranya-manager.blogspot.com/2012/01/2.html

การเพิ่มรายได้ของร้านขายยา
http://ranya-manager.blogspot.com/2012/01/blog-post.html

การเพิ่มรายได้ของร้านขายยา (5) รูปแบบธุรกิจ

                รูปแบบธุรกิจ เป็นสิ่งที่ใช้อธิบายว่ากิจการธุรกิจ จะสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างไร โดยการสร้างความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า กิจการที่กำลังพิจารณานั้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างไรได้บ้างสำหรับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทฯ หรือหากมองจากอีกมุมหนึ่ง Business Model ก็คือ วิธีการในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้มีคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ให้กับธุรกิจนั่นเอง
          แปลแบบง่ายๆก็คือ วิธีการแปลงของที่คุณมี ให้กลายเป็นรายรับของธุรกิจนั่นเอง
            สมมุติว่าคุณมีรถอยู่คันนึง คุณอาจจะทำเงินจากรถคันนี้ โดยการขายก็ได้ ให้เช่าก็ได้ ให้เช่าซื้อก็ได้ หรือซื้อขายผ่อนส่งก็ได้ หรือถ้าซับซ้อนขึ้น ถ้าคุณเพิ่มคนขับรถเข้าไปด้วย คุณอาจจะทำเงินจากการเป็นรถรับจ้างก็ได้ ซึ่งอาจเป็นการรับจ้างขนคนก็ได้ ขนของก็ได้ถ้าคน เราสามารถเติมองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆลงไปเพิ่มตามแต่ความคิดสร้างสรรค์ ออกมาเป็นวิธีการเปลี่ยนสิ่งที่เรามี เป็นรายรับของธุรกิจ
            ของสิ่งหนึ่งที่เรามี เราอาจแปลงมันเป็นเงินได้มากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับคุณค่าของสิ่งที่เราเสนอให้กับผู้ซื้อ มันมีคุณค่าแค่ไหนในสายตาของลูกค้า
            มี case study ทางกฎหมายภาษีอากรเรื่องนึงที่น่าสนใจ ในสมัยเมื่อสามสิบปีที่แล้ว บ้านเราใช้ภาษีการค้าก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม การเก็บภาษีการค้า ต้องจำแนกให้ออกเสียก่อนว่า อยู่ในธุรกิจประเภทใด ซึ่งธุรกิจต่างประเภทจะสร้างมูลค่าเพิ่มไม่เท่ากัน ทำให้กำไรไม่เท่ากัน จึงมีอัตราภาษีต่างกัน ไม่เหมือนกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่อัตราเท่ากัน แต่เก็บจากมูลค่าเพิ่มที่แต่ละธุรกิจสร้างขึ้นให้กับสินค้าของตัวเอง
            สมัยนั้น ที่แยกอโศก มีภัตตาคารอาหารทะเลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ มีลูกค้ามากมาย ซึ่งตามกฎหมายภาษีการค้า สวนอาหารแบบนี้อยู่ในกลุ่มพวกภัตาคารที่มีอัตราภาษีการค้าสูงมาก เขาจึงหาวิธีลดอัตราภาษี โดยแจ้งในเวลาเสียภาษีว่า ธุรกิจของเขาอยู่ในกลุ่มตลาดสดขายอาหารทะเล และกลุ่มรับจ้างทำของคือรับทำอาหารทะเลสดที่ลูกค้าซื้อ มาปรุงให้สุก โดยมีโต๊ะให้นั่งเพื่อบริการลูกค้า ซึ่งทำให้อัตราภาษีลดลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อเทียบกับการอยู่ในกลุ่มภัตตาคาร
            กรมสรรพากรรู้แกว จึงได้ออกประกาศว่า ธุรกิจรับจ้างปรุงอาหารที่มีพื้นที่นั่งให้บริการลูกค้า จัดอยู่ในกลุ่มภัตตาคาร ดังนั้นภัตตาคารแห่งนี้จึงต้องกลับเข้ามาอยู่ในหมวดภัตตาคารตามเดิม
            แต่ที่ปรึกษากฎหมายภาษีของภัตตาคารแห่งนี้ไม่ยอมแพ้ จึงหาทางออกโดยการแยกธุรกิจรับปรุงอาหาร ออกจากธุรกิจให้เช่าโต๊ะนั่งรับประทานอาหาร เพื่อที่จะไม่เข้าเงื่อนไขตามประกาศกรมสรรพากรฉบับนี้
            เรื่องนี้บอกเราว่า แม้ว่าเราจะทำธุรกิจแบบเดียวกัน แต่เมื่อเรามองธุรกิจในอีกมุมหนึ่ง หรือใส่อะไรอีกนิดหนึ่งเข้าไปในธุรกิจ จะทำให้ธุรกิจนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปได้ ส่วนที่ว่าจะเปลี่ยนมากหรือน้อยนั้น ต้องอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน